วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2552

อนาคตของระบบตลาดเสรี: ตอนที่ 5

การมาถึงของจีน การสิ้นสุดของตลาดเสรีแบบอเมริกัน?

ในช่วงเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศจีนกลายเป็นดาวรุ่งในเศรษฐกิจโลกที่น่าจับตามอง มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตราที่สูง ในปี ค.ศ.2007 ผลิตภัณฑ์มวลรวมของจีน (GDP) สูงถึง 11.9% ซึ่งมากที่สุดในโลก แม้ในปลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกจะทรุดตัวลง แต่จีนก็ได้รับผลกระทบไม่มาก นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าเศรษฐกิจของประเทศในแถบเอเชียจะยังขยายตัวในอัตราที่สูง โดยมีจีนและอินเดียเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ เพราะประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียปรับนโยบายเศรษฐกิจมหภาคได้ทันและไม่ค่อยมีปัญหาด้านสถาบันการเงิน และในปี ค.ศ. 2009 นักวิเคราะห์ก็คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตที่ระดับประมาณ 8% (ประชาชาติธุรกิจ, 2 – 4 กุมภาพันธ์ 2552) นอกจากนี้จีนก็ยังเป็นประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกามาอย่างต่อเนื่อง (ดูตารางประกอบด้านล่าง) ทำให้จีนมีเงินสำรองระหว่างประเทศอยู่เป็นจำนวนมาก จึงคาดการณ์กันว่าจีนอาจจะเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจนำหน้าสหรัฐอเมริกาได้ภายในปี ค.ศ.2030 – 2050 ด้วยสัดส่วน GDP โดยรวมของทั้งประเทศที่สูงกว่า ขณะที่ GDP per Capita จีนจะเทียบเท่าสหรัฐในราวปี ค.ศ.2100

เพราะเหตุใดเศรษฐกิจจีนจึงยังเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง? ทั้งที่เราทราบกันดีว่าประเทศจีนมิได้ดำเนินนโยบายตามหลักการตลาดเสรีแบบตะวันตก หรือแนวคิดของ “สำนักชิคาโก” กำลังจะเสื่อมความนิยมลง? [11] ระบบตลาดของจีนเป็นระบบตลาดแบบลูกผสม (Hybrid) มาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980 ซึ่งลักษณะดังกล่าวถือเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาที่เรียกว่า “การเลือกอุตสาหกรรมผู้ชนะ” (Selective Protectionism and Promoting Champion Industries) โดยรัฐทำหน้าที่ตัดสินใจเลือกว่าจะส่งเสริมให้อุตสาหกรรมใดเป็นตัวขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของประเทศ (Keidel 2008: 2) แม้ว่าบริษัทส่วนใหญ่ในตลาดกว่าครึ่งหนึ่งดำเนินการโดยเอกชน แต่ก็มีการควบคุมราคาสินค้าและปัจจัยการผลิตที่สำคัญ, รัฐบาลเป็นเจ้าของกิจการอุตสาหกรรมหนักที่สำคัญๆ เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก บริษัทก่อสร้าง, รัฐบาลสามารถสั่งไม่ให้ธุรกิจลดการลงทุนแม้เศรษฐกิจโลกจะถดถอย, การปล่อยสินเชื่อของธนาคารได้รับการวางแผนจากส่วนกลาง ในวิกฤตที่ผ่านมาจีนก็ไม่ได้รับผลกระทบจากตราสารอนุพันธ์ที่กำลังสร้างปัญหาอยู่ในสหรัฐขณะนี้ (CDOs) เพราะรัฐบาลกำกับดูแลตลาดเงินอย่างใกล้ชิด (Newsweek, January 19, 2009: 24) สภาวะเช่นนี้ทำให้บทบาทที่แท้จริงของรัฐบาลค่อนข้างสับสน ไม่ชัดเจน รัฐวิสาหกิจ (State-Own Enterprise) บางแห่งมีการบริหารงานแบบบริษัทเอกชนโดยพฤตินัย (de facto) แต่รัฐบาลยังคงประกาศว่าเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่และสามารถดำเนินกิจการได้แม้ขาดทุน (Lo 2007: 68) ซึ่งก็เป็นการผสมผสานที่ออกจะดูแปลกอยู่ไม่น้อย

เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็คือ จีนดำเนินนโยบายแบบปฏิบัตินิยม (Pragmatism) ไม่ขึ้นอยู่กับอุดมการณ์ (Newsweek, January 19, 2009: 24) จีนไม่สนใจว่าจะใช้ระบบเศรษฐกิจแบบใด จะเป็นระบบตลาดเสรีหรือไม่เสรีก็ได้ ขอให้ประเทศพัฒนาและมีความมั่งคั่งที่มากขึ้นเป็นพอ [12] จีนยินดีสนับสนุนการค้าเสรีการลงทุนจากต่างประเทศเมื่อเห็นว่าเป็นประโยชน์ ไม่ดำเนินนโยบายชาตินิยมทางเศรษฐกิจ (แต่รัฐบาลดูแลอย่างเข้มงวด) ขณะเดียวกันรัฐบาลจีนก็มิได้กังวลว่าบทบาทของตนเองจะ “ล้ำเส้น” ขอบเขตของตลาดเสรีหรือไม่ ถ้ารัฐบาลเล็งเห็นว่าการแทรกแซงเป็นประโยชน์ต่อจีนก็ทำเต็มที่ ถ้านโยบายใดเห็นว่าเป็นภัยรัฐก็สั่งห้ามได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้จีนยังพยายามหลีกเลี่ยงมิให้การเปลี่ยนจากระบบสังคมไปสู่ระบบตลาดมีปัญหาเหมือนในรัสเซีย ที่ประสบความล้มเหลวในทศวรรษ 1990 มีปัญหาการฉ้อฉล ทุจริตติดสินบน การเปลี่ยนผ่านไปสู่ตลาดเสรีของจีนจึงทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป (Incremental Reform) และได้ผลในทางปฏิบัติจริง[13]

เชิงอรรถ

[10] จากการประมาณทางคณิตศาสตร์ ในปี 2030 จีนจะมีขนาดเศรษฐกิจ 35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปรับด้วย PPP แล้ว) ขณะที่ของสหรัฐอยู่ที่ 24 ล้านล้านดอลลาร์ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน Keidel 2008: 6) ขณะที่ GDP per Capita ในปัจจุบันของจีนอยู่ที่ 4,644 ดอลลาร์ และของสหรัฐอยู่ที่ 43,968 ดอลลาร์ ซึ่งยังมีค่าห่างกันมาก

[11] เศรษฐศาสตร์สำนักชิคาโกได้รับอิทธิพลโดยตรงจาก Milton Friedman ที่เชื่อมั่นในระบบตลาดแบบเสรี จากการสำรวจล่าสุดในปี 2005 (ยกตัวอย่างมาบางส่วน) พบว่า 63% ของนักศึกษามหาวิทยาลัยชิคาโกยังคงเชื่อมั่นในเศรษฐศาสตร์แบบนีโอคลาสสิก, 79% เชื่อว่ามนุษย์มี Rational Bahavior, 43% เชื่อมั่นในข้อสมมติ Rational Expectation, 62% เชื่อว่าการกีดกันทางการค้าทำให้สวัสดิการภายในประเทศลดลง, ขณะที่มีเพียง 7% เชื่อว่าระดับราคามีความหนืดในการปรับตัว, (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน Colander 2005)

[12] มาจากวาทะของอดีตผู้นำ เติ้ง เสี่ยวผิง ที่ว่า “It doesn’t matter if a cat is white or black, as long as it catches the mouse”

[13] เป็นคำพูดของเติ้ง เสี่ยว ผิง ที่ว่า “Crossing the river by groping for stepping-stones”







1 ความคิดเห็น:

  1. น้องเขียนบทความได้ดีจังเลยครับ ดีใจที่มาเจอเวบนี้ เป็นกำลังใจให้ผลิตผลงานดีๆ ออกมาต่อไปนะครับ- อาร์ม

    ตอบลบ