อย่างไรก็ตามข้อมูลการจัดอันดับความเสรีทางเศรษฐกิจ (Index of Economic Freedom) [14] ปี 2009 ให้ภาพประเทศจีนที่ไม่ค่อยสวยงามนัก จีนอยู่ในอันดับที่ 132 จากทั้งหมด 179 ประเทศ หมายความว่าทิศทางของจีนยังไม่ค่อยเข้าใกล้ระบบตลาดเสรีเท่าใดนัก ข้อมูลรายงานว่าการเริ่มเปิดดำเนินกิจการในจีนใช้เวลาประมาณ 38 วันขณะที่สิงคโปร์ใช้เวลาเพียง 4 วัน, การค้าระหว่างประเทศค่อนข้างมีเสรีภาพเพราะจีนต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของ WTO แต่ก็ยังมีการกีดกันด้วยมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barrier) อยู่พอสมควรที่ด่านศุลกากร, มีการบิดเบือนกลไกตลาดด้วยการควบคุมราคาสินค้าหลายรายการ, การไหลเข้าออกของเงินในบัญชีทุนถูกควบคุม, การบังคับใช้กฎหมายไม่สม่ำเสมอและเลือกปฏิบัติ, สถาบันการเงินกว่า 8,900 แห่งอยู่ภายใต้อำนาจของ The China Banking Regulatory Commission, การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาหละหลวม, ตลาดแรงงานไม่เสรีและยืดหยุ่นเพียงพอ (ดูกราฟคะแนนด้านล่าง)
อำนาจสั่งการของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั้น อาจเป็นจุดอ่อนที่สำคัญในอนาคตของจีน แม้ว่ารัฐบาลจะประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจจีนก็ตาม แต่ฮาเยกได้เคยกล่าวไว้แล้วว่าท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลที่ทำตัวเป็นคุณพ่อรู้ดี จะต้องประสบความล้มเหลวในที่สุด (A Fatal Conceit) ในเศรษฐศาสตร์การเมืองใหม่ (New Political Economy) ก็ได้มีการพูดถึงแนวคิดเรื่อง “ความล้มเหลวของรัฐบาล” (Government Failure) ที่ทำให้การจัดสรรทรัพยากรโดยรัฐไม่อยู่ในระดับที่เหมาะสมเพราะรัฐ “อยากแทรกแซง” แต่กลับไม่มีข้อมูลเพียงพอ ผลลัพธ์จึงออกมากไม่มีประสิทธิภาพ เช่น ผลิตบริการสาธารณะมากเกินไปหรือผลิตน้อยเกินไป การกระจายผลประโยชน์ตกอยู่กับผู้ที่ไม่ควรได้ หรือจัดสรรทรัพยากรด้วยต้นทุนที่สูงจนเกินไป มีการติดสินบน การคอรัปชั่น ขาดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ (Accountability) ซึ่งประเทศจีนติดอันดับที่ 72 จาก 179 ประเทศ [15] จากการจัดอันดับประเทศระดับความโปร่งใสทั่วโลก (ดูรูปประกอบด้านล่าง)
สาเหตุของความล้มเหลวของรัฐบาลอาจพอสรุปได้ 2 ประการ (Besley 2006: Ch 2) คือ
1. ความไม่รู้ (Ignorance) การวางแผนจากส่วนกลางเพื่อจัดสรรทรัพยากรแทนกลไกราคา รัฐบาลไม่รู้ความต้องการของผู้บริโภค และไม่รู้ต้นทุนที่แท้จริงของผู้ผลิต ทำให้รัฐบาลตัดสินใจบนเงื่อนไขอื่น เช่น ความต้องการของผู้นำหรือกลุ่มอิทธิพลทางการเมือง ส่งผลให้การจัดสรรทรัพยากรบิดเบี้ยวไปจากสิ่งที่ควรจะเป็น ทรัพยากรอาจถูกโอนย้ายจากชนบทเข้ามาผลิตในภาคอุตสาหกรรมในเมืองมากเกินไป และรัฐบาลอาจเลือกส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ผิด เช่น เลือกส่งเสริมอุตสาหกรรมเหล็กทั้งที่ประเทศไม่มีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) ทำให้รัฐบาลต้องให้เงินอุดหนุนเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมที่ไม่มีประสิทธิภาพ
2. การใช้อิทธิพล (Influence) การที่รัฐเป็นผู้ผูกขาดอำนาจในการจัดสรรทรัพยากร ส่งผลให้รัฐใช้อำนาจในทางมิชอบได้ เช่น เอกชนต้องจ่ายสินบนแก่เจ้าหน้าที่รัฐในการขอใบอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาเช่า หรือมิเช่นนั้นก็ใช้ระบบพวกพ้องหรือระบบอุปถัมภ์ ทำให้รัฐปกป้องคุ้มครองตนเองธุรกิจเป็นพิเศษเพื่อสร้างอำนาจผูกขาด โดยรัฐได้ส่วนแบ่งกำไรส่วนเกิน (Excess Profit) ซึ่งเป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทน เกิดเป็นตลาดการซื้อขายสิทธิผูกขาดระหว่าง รัฐบาล-ข้าราชการ และกลุ่มธุรกิจ พฤติกรรมดังกล่าวเรียกว่าการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (Rent-Seeking) โดยมีรัฐบาลตั้งอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดของผู้ผลิตรายอื่น เพื่อมิให้เกิดการแข่งขันโดยเสรี
อนาคตของตลาดเสรี
การขึ้นมาของจีนและอินเดียทำให้ในอนาคตข้างหน้า สหรัฐอเมริกาจะมิได้เป็นผู้นำทางเศรษฐกิจโลกแต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไป แม้ปัจจุบันจีนจะยังไม่ก้าวเข้าสู่ตลาดเสรีอย่างเต็มตัว แต่โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนคิดว่าจีนจะยอมรับตลาดเสรีในอนาคต เพราะจีนเล็งเห็นประโยชน์ที่จะได้รับจากการเข้าไปมีส่วนร่วมกับระบบเศรษฐกิจโลก จะเห็นได้จากการเข้าเป็นสมาชิก WTO ในปี ค.ศ.2001 แต่การก้าวเข้าสู่ตลาดเสรีทั้งในภาคการผลิตและภาคการเงิน จีนจะกระทำอย่างรอบคอบโดยเรียนรู้จากบทเรียนที่ผ่านมาทั้งจากรัสเซีย วิกฤตการเงินเอเชีย และวิกฤตการเงินสหรัฐ ผู้เขียนไม่คิดว่าวิกฤตการเงินสหรัฐในครั้งนี้จะทำให้จีนไม่มั่นใจในตลาดเสรีและหันไปใช้ระบบอื่นแทน รัฐบาลจีนเองรับรู้ถึงข้อจำกัดของตนเอง และกำลังลดบทบาทในการเข้าควบคุมดูแลเศรษฐกิจโดยตรง จากข้อมูลของ Lo (2007) พบว่าสัดส่วนของกิจการของรัฐในจีนลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง ค.ศ.1999 – 2003 ขณะที่บริษัทเอกชนกำลังเพิ่มขึ้นจำนวนเรื่อยๆ อัตราภาษีศุลกากรนำเข้าเฉลี่ยและปริมาณการอุดหนุนรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนของจีนก็มีแนวโน้มลดลง (ดูรูปประกอบด้านล่าง) อันหมายถึงจีนในอนาคตน่าจะเลือกดำเนินเส้นทางเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีมากขึ้น
ในที่สุดแล้ว รัฐบาลก็จะยังมิได้หายไปจากระบบเศรษฐกิจหากแต่จะต้องอยู่คู่กับตลาดเสรี มิใช่ว่าเมื่อมีระบบตลาดเสรีมากขึ้น รัฐบาลก็จะต้องอ่อนโรยลง (more market, less state) ความจริงแล้วรัฐบาลยังต้องอยู่เพื่อช่วยให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากพลังของระบบตลาดที่จะนำความมั่งคั่งมาสู่ประเทศ แม้แต่ผู้ที่สนับสนุนตลาดเสรีอย่างเต็มที่อย่างฮาเยกเองก็ยืนยันจำเป็นต้องมีรัฐบาล เพราะรัฐบาลคือเงื่อนไขพื้นฐานของตลาดเสรี ฟรีดแมนเองก็ยังกล่าวว่ารัฐบาลในตลาดเสรียังต้องมีบทบาทอยู่ เพียงแต่ต้องรู้ว่าบทบาทที่เหมาะสมของตนคือการกำกับดูแลและเป็นผู้คุ้มกฎ เพราะถ้าเมื่อใดที่ไม่มีรัฐบาลในฐานะกรรมการของตลาด การแข่งขันในตลาดนั้นก็คงไม่มีทางที่เสรีได้ Manmoham Singh อดีตผู้นำพรรคฝ่ายค้านของอินเดียได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับบทบาทของระบบตลาดและรัฐในยุคโลกาภิวัตน์ไว้อย่างน่าฟังว่า
“It’s not about government disappearing, it’s about reconstructing the role of government. Getting government out of activities where governments are not efficient at doing things. Getting government more actively involved where we feel markets alone cannot provide the necessary amount of goods to extent that our people need them.” (Yergin and Stanislaw 2002: 397)
เชิงอรรถ
[14] การจัดอันดับเป็นความร่วมมือกันระหว่าง The Heritage Foundation และ The Wall Street Journal ดูสถิติการจัดอันดับทั้งในปีปัจจุบันและปีที่ผ่านมาได้จาก http://heritage.org
[15] ข้อมูลจากการจัดอันดับของ Transparency International’s Corruption Perception Index 2007 ประเทศที่อยู่ในอันดับแรกๆ (ตัวเลขน้อยๆ) หมายถึงมีระดับความโปร่งใสมาก (ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 84)
บรรณานุกรม (ตอนที่ 1-6)
พรายพล คุ้มทรัพย์ (2551) เศรษฐศาสตร์การเงินระหว่างประเทศ: ทฤษฎีและนโยบาย. กรุงเทพ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ (2548) ฉันทมติวอชิงตัน. กรุงเทพ: สำนักพิมพ์คบไฟ.
วินัย ผลเจริญ (2550) โลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่กับความพ่ายแพ้ของรัฐไทย. วิทยานิพนธ์ปริญญาเอก, คณะรัฐศาสตร์ มหา วิทยาธรรมศาสตร์
สมเกียรติ วันทะนะ (2551) อุดมการณ์ทางการเมืองร่วมสมัย. กรุงเทพ: อักษรข้าวสวย.
Besley, Timothy (2006) Principled Agents?: The Political Economy of Good Government. New York: Oxford University Press.
Caldwell, B. (1997) “Hayek and Socialism,” Journal of Economic Literature 35, 1856-1890.
Colander, D. (2005) “The Making of an Economist Redux,” Journal of Economic Perspectives 19:1, 175-198.
Friedman, Milton (1962/1982) Capitalism and Freedom. Chicago: The University of Chicago Press.
Froyen, R. T. (2008) Macroeconomics: Theories and Policies. (8th Edition) Prentice Hall.
Hayek, F. A. (1945/2005) The Road to Serfdom: The Condensed Version with The Intellectuals and Socialism. London: The Institute of Economic Affairs.
Henderson, David (2000) Anti-Liberalism 2000: The Rise of New Millennium Collectivism. London: The Institute of Economic Affairs.
Jayasuriya, K. and Rosser A. (2001) “Economic Orthodoxy and East Asian Crisis,” Third World Quarterly 22:3, 381-396.
Keidel, A. (2008) “China's Economic Rise: Fact and Fiction,” Policy Brief 61, 1-16.
Knoop, Todd A. (2004) Recessions and Depressions: Understanding Business Cycle. Westport: Praeger.
Lindblom, Charles E. (2001) The Market System: What it is, how it works, and what to make of it. New Haven and London: Yale University Press.
Lo, Chi (2007) Understanding China's Growth. New York: Palgrave Macmillan.
Macedo, S. (1999) “Hayek's Liberal Legacy,” Cato Journal 19:2, 289-300.
Mitchell, William C. and Simmons, R. T. (1994) Beyond Politics: Markets, Welfare, and the Failure of Bureaucracy. Colorado: Westview Press.
Steven, J. B. (1993) The Economics of Collective Choice. Boulder: Westview Press.
Yergin, Daniel and Joseph, S. (2002) The Commanding Heights: The Battle for the World Economy. New York: Simon & Schuster.






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น