วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

อนาคตของระบบตลาดเสรี: ตอนที่ 4

ระบบตลาดในยุคโลกาภิวัตน์ทางการเงิน

ช่วงทศวรรษ 1990 ระบบตลาดเสรีได้สถาปนาตนเองอย่างมีหลักการชัดเจนผ่าน “ฉันทมติวอชิงตัน” (Washington Consensus) คำๆนี้กำเนิดขึ้นในครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1989 โดยนายจอห์น วิลเลียมสัน (John Williamson) เพื่อใช้เป็นแนวทางหลักในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา โดยมีหลักการที่สำคัญอยู่ 3 ประการคือ การเปิดเสรีทางการค้าและการเงิน (Liberalization) การลดการกำกับดูแลโดยรัฐ (Deregulation) และการโอนกิจการของรัฐเป็นของเอกชน (Privatization) ซึ่งกลายเป็นประเด็นถกเถียงไปทั่วโลก มีข้อวิพากษ์วิจารณ์มากว่าฉันทมติวอชิงตันส่งเสริมให้ระบบทุนนิยมและการค้าเสรีแพร่ขยายไปทั่วโลก ซึ่งเป็นไปโดยไม่สมัครใจหากแต่เป็นการบังคับยัดเยียดจากชาติมหาอำนาจและองค์กรระหว่างประเทศทางเศรษฐกิจ อีกทั้งผลประโยชน์มิได้แพร่กระจายอย่างทั่วถึงแต่กระจุกตัวอยู่กับประเทศขนาดใหญ่และบรรษัทข้ามชาติ แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งหลายประเทศก็ประสบความสำเร็จในการนำไปปฏิบัติ เช่น ชิลี และบราซิล

การเปิดเสรีทางการเงิน (Financial Liberalization/Globalization) หรือการเชื่อมโยงและรวมตัวกันทางการเงินของโลก เป็นหนึ่งในนโยบายลดการแทรกแซงของรัฐในระบบตลาด ลดข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายเงินทุน และลดความบิดเบือนของตลาดเงินระหว่างประเทศ และปล่อยให้กลไกตลาดทำหน้าที่จัดสรรเงินทุน โดยเงินทุนจะเคลื่อนย้ายจากแหล่งที่ผลตอบแทนหน่วยสุดท้ายต่อทุนน้อย (Marginal Productivity of Capital) ไปยังแหล่งที่ผลตอบแทนหน่วยสุดท้ายต่อทุนมาก กระแสการเปิดเสรีทางการเงินได้รับการส่งเสริมโดยธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ จนกลายเป็นกระแสหลักที่ประเทศกำลังพัฒนานำไปใช้ ข้อสนับสนุนการเปิดเสรีทางการเงินคือ ช่วยเพิ่มแหล่งเงินทุนเพื่อตอบสนองความต้องการลงทุนทำให้เศรษฐกิจขยายตัว การระดมเงินทุนทำได้สะดวกรวดเร็วขึ้น และช่วยกระจายความเสี่ยงของผู้ลงทุน (Diversification)

นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังมีความคิดเห็นที่ไม่ลงรอยกันในเรื่องการเปิดเสรีทางการเงิน โดยเฉพาะ Joseph Stiglitz ที่เห็นว่าการเปิดเสรีทางการเงินคือสาเหตุของวิกฤตการเงินในหลายประเทศ แม้แต่ Jagdish Bhagwati เองที่สนับสนุนการค้าเสรีก็ยังคงเคลือบแคลงว่าการเปิดเสรีทางการเงินให้ประโยชน์จริงหรือไม่[8] เพราะการเปิดเสรีทางการเงินนำไปสู่เคลื่อนไหวของเงินทุนระยะสั้นจำนวนมาก มีแนวโน้มทำให้ภาคการเงินมีความผันผวนมากขึ้น และการลงทุนจำนวนมากเป็นการลงทุนเพื่อเก็งกำไรในระยะสั้น นักลงทุนมักจะให้ความสำคัญกับภาคการเงิน เช่น ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ผลตอบแทนของตราสารอนุพันธ์ อัตราแลกเปลี่ยน มากกว่าจะสนใจภาคการผลิตจริง เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินปัญหาจึงระบาดลุกลามไปได้อย่างรวดเร็ว (Contagion) เพราะตลาดทุนทั่วโลกเชื่อมโยงถึงกันหมด โดยรวมแล้วมี 3 กระแสแนวคิดหลัก ที่คัดค้านการเปิดเสรีทางเงิน (เทียนทิพย์ และ เรจินา 2544) คือ

1. กลุ่ม New-Keynesian ที่เชื่อว่าตลาดการเงินมีข้อมูลข่าวสารไม่สมมาตร และสุ่มเสี่ยงต่อปัญหา Adverse Selection และ Moral Hazard ได้ง่าย ส่งผลให้ธนาคารมีแนวโน้มจะปล่อยสินเชื่อที่ไม่มีคุณภาพ
2. กลุ่ม Post-Keynesian เชื่อว่าการคาดการณ์อนาคตจะมีบทบาทต่อการตัดสินใจ ในช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟูผู้คนจะคาดการณ์ไปในทิศทางที่ดีกว่าปกติ และแข่งขันกันหากำไร จึงลงทุนในกิจกรรมที่มีความเสี่ยงมากขึ้น
3. กลุ่ม Neo-Structuralist เชื่อว่าการเปิดเสรีทางเงินเป็นการดึงเอาเงินมาจากตลาดเงินนอกระบบ (Informal Market) ซึ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น ธนาคารจึงต้องกันสำรองมากกว่าปกติ ทำให้สินเชื่อโดยรวมลดลง

การถดถอยทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของสหรัฐในครั้งจึงเกิดคำถามขึ้นว่า แม่แบบตลาดเสรีของ Thatcher-Reagan จะยังคง “ศักดิ์สิทธิ์” ต่อไปอีกหรือไม่หลังจากนี้ ความจริงแล้วมีสัญญาณเตือนล่วงหน้าหลายครั้งถึงผลกระทบทางลบของการใช้นโยบายตลาดเสรี (Newsweek, October 13, 2008: 27) ได้แก่ (1) การเหตุการณ์เปิดเสรีทางเงินในประเทศไทยและเกาหลีใต้ โดยที่ประเทศยังไม่มีความพร้อมเพียงพอ ทำให้เกิดการเก็งกำไรขนานใหญ่และจบลงด้วยการโจมตีค่าเงินในประเทศไทย นำไปสู่วิกฤตการณ์เศรษฐกิจในปี ค.ศ.1997 ที่ลุกลามไปทั่วทวีปเอเชียตะวันออก (ยกเว้นจีนที่ไม่ค่อยได้รับผลกระทบ) (2) การลดภาษีตามแนวทางของเรแกนทำให้รัฐบาลสหรัฐขาดดุลการคลังอย่างต่อเนื่อง ทำให้ดุลการค้าขาดดุลตามไปด้วย ประกอบกับการทำสงครามในอิรักยิ่งซ้ำเติมให้อาการของโรคขาดดุลเรื้อรังมากขึ้น (3) การล่มสลายของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Enron เป็นผลมาจากนโยบายลดการกำกับดูแลของรัฐ (Deregulation) เพราะการทำบัญชีของบริษัทไม่ได้มาตรฐานเพียงพอ

Dani Rodrik นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวิกฤตการเงินของสหรัฐ ในหัวข้อ “The Disappointment of Financial Globalization” (ประชาชาติธุรกิจ, 12 พฤศจิกายน 2551) เขามีความเห็นว่า ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมาประเทศในกลุ่มละตินอเมริกาและเอเชียต่างทยอยเปิดเสรีทางการเงินอย่างต่อเนื่อง กระแสดังกล่าวสะดุดหยุดลงเมื่อเกิดวิกฤตการเงินในเอเชียตะวันออกปี ค.ศ.1997 ซึ่งผลลัพธ์ของการเปิดเสรีในหลายประเทศมิได้สวยหรูอย่างที่คาดกันไว้ เช่น ในละตินอเมริกาที่เปิดเสรีสูงมากแต่อัตราการลงทุนก็ยังอยู่ในระดับต่ำ และปริมาณเงินที่ไหลออกก็มิได้น้อยไปกว่าเงินไหลเข้าสักเท่าไร เพราะเงินที่ไหลเข้าเป็นการลงทุนระยะสั้นเสียมากกว่า ขณะที่การลงทุนระยะยาวที่อาศัยปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมีสัดส่วนที่น้อยกว่า นอกจากนี้ Rodrik ยังเห็นว่า ตลาดการเงินมีลักษณะเป็น “ตลาดแบบดีเป็นที่สอง” (Second-best) ซึ่งเป็นตลาดที่หลีกเลี่ยงความล้มเหลวไม่ได้ (Unavoidable Market Failure) เนื่องจากตลาดการเงินไม่มีวันจะสมบูรณ์แบบได้ และการกำกับดูแลโดยรัฐก็ช่วยได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่สามารถกำจัดสาเหตุของความล้มเหลวของตลาดให้หมดสิ้นไปได้ และไม่มีทางการันตีได้เลยว่าในอนาคตจะไม่มีวิกฤตการเงินเกิดขึ้นอีก

ขณะที่ Jagdish Bhagwati นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียมีความเห็นว่าวิกฤตครั้งนี้สร้างผลกระทบในวงกว้าง แต่อาจไม่รุนแรงเท่ากับที่เคยเกิดขึ้นอย่าง The Great Depression เพราะในครั้งนี้รัฐบาลกระโดดเข้าแก้ปัญหาอย่างเต็มตัวเพื่อบรรเทามิให้เกิดประชาชนต้องตกงาน และรัฐบาลยังเรียนรู้การใช้นโยบายการเงินและการคลังมากกว่าเดิม นอกจากนั้นรัฐบาลปัจจุบันยังทำถูกต้องที่ไม่ออกนโยบายกีดกันทางการค้าอย่าง the Smoot-Hawley Tariff ในปี ค.ศ.1930 เหมือนสมัย The Great Depression ที่ทำให้สภาวะทางเศรษฐกิจเลวร้ายยิ่งขึ้น แต่ Bhagwati ไม่เห็นด้วยกับ Joseph Stiglitz ที่กล่าวโทษว่ากลุ่ม “คลั่งระบบตลาด” (Market Fundamentalist) คือต้นเหตุสำคัญของวิกฤตการเงินครั้งนี้ เพราะการเป็นการไม่ถูกต้องที่จะเหมารวมทุกคนที่เห็นด้วยกับระบบตลาดและการค้าเสรีว่าเป็นพวก Fundamentalist ไปเสียหมด เขาเห็นว่าแม้จะเกิดความล้มเหลวในตลาดการเงินและรัฐต้องเพิ่มการกำกับดูแลก็จริง แต่ก็มิได้หมายความว่าตลาดอื่นๆ เช่น ตลาดสินค้าและบริการ จะต้องใช้นโยบายที่ “ลดระดับความเสรี” ลงในลักษณะเดียวกันเสมอไป[9]

เชิงอรรถ

[8] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในหนังสือ Globalization and Its Discontents (Stiglitz 2002) และ In Defense of Globalization (Bhagwati 2004)
[9] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน “Bhagwati thoughts on crisis” ในเว็บไซต์ http://www.columbia.edu/~jb38

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น