ระบบตลาดในสหรัฐอเมริกายุคแนวคิดเคนส์เซียน (1940 – 1970)
เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาหลัง The Great Depression เป็นระบบทุนนิยมแบบมีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด (Regulatory Capitalism) ปี ค.ศ.1932 ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แฟรงคลิน ดี. รุสเวลท์ (Franklin D. Roosevelt: 1882 – 1945) นำเสนอนโยบาย “New Deal” เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ โดยเน้นการจัดหางานให้คนที่ว่างงาน ออกกฎหมายประกันสังคม (The Social Security Act) ในปี ค.ศ.1935 เร่งยกฐานะทางเศรษฐกิจของกรรมกรและเกษตรกร ฟื้นฟูฐานะการเงินของธนาคารและตลาดหุ้น ก่อตั้งพลังงานไฟฟ้าของรัฐบาลในราคาถูก ทำให้ในปี ค.ศ.1936 เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเริ่มฟื้นตัว อัตราการว่างงานเริ่มลดลง (Yergin and Stanislaw 2002: Ch 2) เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง สหรัฐซึ่งกลายเป็นมหาอำนาจที่โดดเด่นภายหลังสงคราม ได้มีการประชุมร่วมกับประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อปฏิรูประบบการเงินระหว่างประเทศ โดยก่อตั้งระบบ Bretton Woods System ในปี ค.ศ.1944 และจัดตั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันทางด้านการเงิน และแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงินของประเทศสมาชิก (พรายพล 2551: 195-196)
ขณะที่ประเทศในยุโรปตะวันตกส่วนใหญ่มีฉันทมติยอมรับระบบเศรษฐกิจแบบผสม (Mixed Economy) โดยมีระบบสวัสดิการสังคม และรัฐวิสาหกิจอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อฟื้นฟูสภาพบ้านเมืองและสวัสดิการของประชาชนให้กลับคืนมา เนื่องยุโรปได้รับความเสียหายอย่างมากภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลต้องประกันการว่างงาน ประกันสุขภาพ และเป็นผู้จัดหาบริการสาธารณะแก่ประชาชนทั้งหมด กำกับดูแลวิสาหกิจเอกชน (Private Enterprise) อย่างใกล้ชิด รักษาเสถียรภาพของนโยบายมหภาค ด้วยเกรงกลัวภัยคุกคามจากเศรษฐกิจตกต่ำจะหวนกลับมาอีก แนวคิดตลาดเสรีหมดความนิยม ในขณะที่สงครามโลกทั้งสองครั้งทำให้เศรษฐกิจแบบวางแผนโดยรัฐเฟื่องฟูขึ้น (Yergin and Stanislaw 2002: Ch 1)
เศรษฐกิจสหรัฐในช่วง ค.ศ.1946 – 61 ยังคงประสบกับการชะลอตัวเป็นพักๆ แต่ละครั้งกินเวลาสั้นๆ เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐได้เรียนรู้บทเรียนจาก The Great Depression จึงดำเนินนโยบายการเงินเพื่อแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที ในช่วงปี ค.ศ.1961 – 70 เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวมากเป็นประวัติการณ์ในอัตราเฉลี่ย 4.5% ต่อปี อันเป็นผลมาจากการเพิ่มในอุปสงค์มวลรวม โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินเพื่อใช้จ่ายทางทหารในสงครามเวียตนามระหว่าง ค.ศ.1960 – 72 ในช่วงเวลานี้ถือได้ว่าเป็นยุครุ่งโรจน์ของการใช้นโยบายเศรษฐศาสตร์มหภาคแบบเคนส์เซียน โดยมีประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ (John F. Kennedy: 1917 – 63) สนับสนุนแนวนโยบายดังกล่าว อย่างไรก็ตามปัญหาเงินเฟ้อได้ทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นจาก 1.5% ใน ค.ศ.1964 เป็น 5.5% ใน ค.ศ.1970 นโยบายการขึ้นภาษีและลดปริมาณเงินลงไม่เป็นผลสำเร็จเพราะหยุดยั้งการคาดการณ์เงินเฟ้อไม่ได้ (Knoop 2004: 160-162)
มูลเหตุสำคัญที่ทำให้แนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์เซียนเริ่มเสื่อมความนิยม คือเหตุการณ์วิกฤตราคาน้ำมัน (Oil Shock) ในเดือนตุลาคม ค.ศ.1973 ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นทันทีจาก 3 เป็น 12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างรุนแรง เกิดปัญหาซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์มหภาคเรียกว่า “Stagflation” ซึ่งเป็นการปรากฏขึ้นพร้อมๆกันของอัตราเงินเฟ้อสูงและเศรษฐกิจถดถอย อันเนื่องมาจากต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นส่งผลให้อุปทานมวลรวมลดลง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับเศรษฐกิจของสหรัฐและนโยบายการเงินและการคลังแบบเคนส์เซียนไม่สามารถหาทางออกให้กับปัญหานี้ได้ ช่วง ค.ศ.1973 – 75 อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจาก 7% เป็น 12.1% และอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นจาก 4.8% เป็น 8.9% ซึ่งหักล้างความเชื่อมั่นใน Phillips Curve ที่นักเศรษฐศาสตร์เคยเชื่อกันในยุคก่อนหน้านี้ (Knoop 2004: 163) ในวงวิชาการเริ่มมีการถกเถียงถึงสาเหตุและทางออกของปัญหา ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ผลิตภาพการผลิต (Productivity) จึงลดลง ซึ่งเป็นปัญหาทางด้านอุปทานจึงต้องแก้ไขด้วยนโยบายด้านอุปทาน แต่เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายกำกับดูแลเศรษฐกิจที่เข้มงวดเกินไป เช่น การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ การควบคุมค่าจ้างและราคาสินค้า อัตราภาษีที่สูงเกินไป และสหภาพแรงงานที่เข้มแข็ง ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถลดค่าจ้างหรือปลดคนงานออกได้เพื่อลดต้นทุนได้ ในยุคปลายทศวรรษ 1970 ความคิดเรื่องกลไกตลาดเสรีที่ลดการแทรกแซงโดยรัฐจึงหวนกลับมาอีกครั้งในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ของสหรัฐบางส่วน
ระบบตลาดในอังกฤษและสหรัฐอเมริกาทศวรรษ 1980
ในอังกฤษรัฐบาลพรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative) นำโดยนางมาร์กาเร็ต แธ็ตเชอร์ (Margaret Thatcher) ได้รับการเลือกตั้งเป็นรัฐบาลต่อเนื่องถึง 11 ปี (ค.ศ.1979 – 90) นโยบายเศรษฐกิจของแธ็ตเชอร์เป็นการผสมผสานแนวคิดเสรีนิยมใหม่และอนุรักษ์นิยมใหม่เข้าด้วยกัน[6] หลักการสำคัญมี 3 ประการคือ ประการแรกคือการเน้นบทบาทของตลาดเสรี ส่งเสริมวิสาหกิจเอกชนในการทำหน้าที่ผลิตและกระจายสินค้าและบริการ ลดการควบคุมราคาสินค้าและค่าจ้าง สร้างแรงจูงใจให้บริษัทเอกชนด้วยการลดการเก็บภาษีทางตรง ออกกฎหมายควบคุมสหภาพแรงงานเพื่อทำให้ตลาดแรงงานมีความยืดหยุ่นในการจ้างและเลิกจ้าง ประการที่สองคือการจำกัดบทบาทของรัฐในการเข้าแทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และถอนตัวออกจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่จำเป็น ดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นเอกชน (Privatization) ลดขนาดภาครัฐลงด้วยการทยอยลดจำนวนข้าราชการพลเรือนลง ประการสุดท้ายคือการดำเนินนโยบายมหภาคแบบหดตัว (Contractionary Policy) มุ่งเน้นการควบคุมเงินเฟ้อ จำกัดงบประมาณภาครัฐ ลดปริมาณหนี้สาธารณะ นโยบายดังกล่าวถูกส่งต่อไปยังรัฐบาลของนายจอห์น เมเจอร์ (John Major) ในช่วง ค.ศ.1990 – 95 แม้แต่รัฐบาลพรรคแรงงานของนายโทนี่ แบลร์ (Tony Blair) ยังต้องปรับภาพลักษณ์ของพรรคใหม่ โดยเรียกชื่อว่าพรรคแรงงานใหม่ (New Labour) เพื่อลบภาพเดิมของพรรคที่ถูกมองว่าเป็นตัวแทนของสหภาพแรงงานและรัฐสวัสดิการทิ้งไป หันไปสนับสนุนแนวทางเสรีนิยม การค้าเสรีมากขึ้น[7] (วินัย 2550: 27-28)
ในสหรัฐอเมริกา แนวคิดเสรีนิยมใหม่มีบทบาทชัดเจนมากในยุคของประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน จากพรรคริพับลิกันที่ดำรงตำแหน่งติดต่อกันสองสมัย (ค.ศ.1980 – 88) แนวนโยบายเศรษฐกิจของเรแกนสื่อมวลชนเรียกว่า “Reaganomics” มีหลักการอยู่สองประการ (Newsweek, October 13, 2008: 26) คือ หนึ่ง เชื่อว่าการลดภาษี (Tax Cuts) จะช่วยแก้ปัญหาทางการเงินของบริษัทเอกชนได้ในตัวเอง (Self-Financing) และยังจูงใจให้บริษัทขยายกิจการเพราะมีกำไรเหลือไปลงทุนมากขึ้น ทำให้มีการจ้างงานมากขึ้น สอง เชื่อในการลดการกำกับดูแลของรัฐ (Deregulation) ลดระเบียบขั้นตอนในการประกอบธุรกิจของเอกชน ซึ่งมาก่อนหน้านี้สมัยประธานาธิบดี จิมมี่ คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) ในธุรกิจสายการบิน ขณะที่ตลาดการเงินรัฐบาลเชื่อว่าสามารถปล่อยให้กำกับดูแลตนเองได้ ทำให้สถาบันการเงินเร่งพัฒนานวัตกรรมทางเงินใหม่ๆที่สลับซับซ้อนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เรแกนมิได้ลดการใช้จ่ายของรัฐผ่านทางงบประมาณลงเหมือนแธ็ตเชอร์ ค่าใช้จ่ายทางการทหารเพื่อต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์เพิ่มขึ้น มีโครงการซื้ออาวุธ ระบบดาวเทียม และโครงการ Star War ทำให้รัฐบาลขาดดุลงบประมาณมหาศาล เรแกนจึงต้องลดงบประมาณด้านอื่นลง เช่นด้านสวัสดิการสังคม สุขภาพ และการศึกษา
เชิงอรรถ
[6] เราเรียกอุดมการณ์กลุ่มนี้ว่าเป็นพวก “ขวาใหม่” (New Right) ซึ่งเกิดขึ้นยุโรปและสหรัฐอเมริกาในทศวรรษ 1970 ประกอบขึ้นจากสองแนวคิดคือ แนวคิดเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) ที่เน้นปัจเจกบุคคล ทรัพย์สินส่วนบุคคล และรัฐบาลที่มีอำนาจน้อย กับแนวคิดอนุรักษ์นิยมใหม่ (Neoconservative) ที่เน้นความรักชาติ ระเบียบวินัย ค่านิยมที่ดี และรัฐบาลที่มีอำนาจ ผลลัพธ์ของแนวคิดนี้คือ “เศรษฐกิจเสรี และรัฐบาลขนาดเล็กแต่เข้มแข็ง” (Free Economy and Small, but Strong State) (สมเกียรติ 2551: 72-73)
[7] แบลร์ใช้สโลแกนในการหาเสียงเลือกตั้งและได้รับชัยชนะใน ค.ศ.1997 ว่า “New Labour, new Britain!”
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น