ความเป็นมาของการต่อสู้ทางความคิดเรื่องตลาดเสรี: เคนส์, ฮาเยก, และฟรีดแมน
ช่วงเวลา 25 ปีหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 (1945 – 70) แนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์เซียน (Keynesianism) มีบทบาทสำคัญในการยึดกุมพื้นที่ทางความคิด จนกลายเป็นกระบวนทัศน์หลัก (Dominant Paradigm) ของนักเศรษฐศาสตร์ ผู้นำในประเทศต่างๆ และผู้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes: 1883 – 1946) เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ แนวคิดของเขานับได้ว่าเป็นการปฏิวัติทางกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ทางเศรษฐศาสตร์ที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ (รังสรรค์ 2548: 2-3) โดยเคนส์เรียกแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ก่อนที่หนังสือ The General Theory of Employment, Interest, and Money ของเขาจะตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1936 ว่า “เศรษฐศาสตร์คลาสสิก” (Classical Economics) ที่เชื่อมั่นในประสิทธิภาพของกลไกราคาในการจัดสรรทรัพยากร โดยที่รัฐบาลไม่ต้องเข้าไปแทรกแซง เคนส์ปฏิเสธกฎของซาย (Say’s Law) ที่เชื่อว่า “Supply creates its own demand” เพราะอุปสงค์มวลรวมอาจมีไม่เพียงพอความคิดของเคนส์เข้าแทนที่เศรษฐศาสตร์คลาสสิกเพราะกระบวนทัศน์เดิมอธิบายปัญหาวิกฤตการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในสหรัฐ (The Great Depression) ไม่ได้ ลักษณะสำคัญของแนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์เซียนคือ
1. สนับสนุนให้รัฐเข้าไปมีบทบาทอย่างแข็งขันในการแทรกแซงระบบตลาด (Active Intervention) ด้วยความเชื่อที่ว่า ภาคธุรกิจเอกชนไม่มีเสถียรภาพและเป็นสาเหตุของความผันผวนของเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงมีหน้าที่ดำเนินนโยบายเพื่อต้านทานวัฏจักรทางเศรษฐกิจ (Countercyclical)
2. มุ่งแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจมหภาค เช่น การบริโภค การออม การว่างงาน และอัตราเงินเฟ้อ ด้วยนโยบายด้านมหภาค เช่น นโยบายการเงินและการคลัง ผ่านการจัดการอุปสงค์มวลรวม (Aggregate Demand Management) กล่าวคือ เคนส์พัฒนาแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคอย่างเป็นระบบขึ้นเป็นครั้งแรก ทฤษฎีหลายประเภทเป็นการคิดขึ้นใหม่ เช่น ทฤษฎีอัตราดอกเบี้ย ทฤษฎีความต้องการถือเงิน
3. ให้ความสำคัญกับนโยบายการจ้างงาน (Employment) เนื่องจากแนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์เซียนได้รับการพัฒนาขึ้นมาในช่วงทศวรรษ 1930 เพื่อเสนอแนวทางแก้ไขวิกฤตการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในสหรัฐ ที่มีคนว่างงานเป็นจำนวนมากกว่า 20% ในช่วงปี ค.ศ.1932 – 35 (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน Knoop 2004: Ch 10)
4. มีความเชื่อว่าการใช้นโยบายการคลังในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้นโยบายการเงิน เนื่องจากเกิดกับดักสภาพคล่อง (Liquidity Trap) ในตลาดการเงิน (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน Froyen 2008: Ch 5) อีกทั้งรัฐบาลสามารถใช้นโยบายงบประมาณแบบขาดดุลได้ ซึ่งขัดกับแนวคิดของเศรษฐศาสตร์คลาสสิก
5. มีความเชื่อว่าระดับราคาสินค้าและค่าจ้างตัวเงินปรับตัวได้ค่อนข้างช้า (Sticky) ส่งผลให้กลไกตลาดทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ประชาชนมีข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจไม่เพียงพอจึงปรับการคาดการณ์ได้ช้า
เคนส์ถูกจัดอยู่ในกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์แนวเสรีนิยมสมัยใหม่ (Modern Liberalism) ที่ยังคงสนับสนุนระบบทุนนิยมโดยวิสาหกิจเอกชน แต่ให้รัฐมีบทบาทในทางเศรษฐกิจมากขึ้นด้วยเหตุผลทางสังคมและการเมือง ส่งเสริมมีการจัดสวัสดิการแก่คนที่ตกงาน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ รัฐมีหน้าที่จัดการศึกษาและบริการสาธารณะ ใช้นโยบายการกระจายรายได้ด้วยภาษี (Redistribution) เพื่อช่วยให้คนที่ด้อยกว่ามีโอกาสที่เท่าเทียมกับผู้อื่น (Equality of Opportunity) ลักษณะของแนวคิดเสรีนิยมสมัยใหม่จะละม้ายคล้ายคลึงกับแนวทางสังคมเสรีนิยม (Social Liberalism) (สมเกียรติ 2551: 43) อย่างไรก็ตาม กลุ่มอนุรักษ์นิยมฝ่ายขวาในสหรัฐก็ยังพยายามโจมตีแนวคิดของเคนส์ว่าเป็นสังคมนิยม และได้รับการคัดค้านในช่วงทศวรรษ 1950 เนื่องจากกระแสต่อต้านคอมมิวนิสต์กำลังครอบงำสังคมอเมริกันในขณะนั้น
ในอีกฟากฝั่งหนึ่งของกระแสความคิด ฟรีดริช ฮาเยก (Friedrich A. Hayek: 1899 – 92) นักเศรษฐศาสตร์ชาวออสเตรีย ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี ค.ศ.1974 เป็นอีกหนึ่งคนที่ส่งอิทธิพลทางความคิดอย่างมากในศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะการปฏิรูประบบตลาดในอังกฤษและสหรัฐอเมริกาในทศวรรษ 1980 ฮาเยกเชื่อมั่นในสกุลความคิดแบบเสรีนิยมคลาสสิก[1] และยืนยันความเชื่อมั่นในระบบตลาดเสรี เขาคัดค้านแนวคิดของเคนส์ที่ปรากฏในหนังสือ The General Theory ในงานเขียนสำคัญของเขาคือ The Road to Serfdom ตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1944 เขาคัดค้านระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบรวมหมู่ (Collectivism) ระบบสังคมนิยม และการวางแผนจากส่วนกลาง ที่เกิดขึ้นในประเทศเยอรมนี และสหภาพโซเวียต สิ่งที่ฮาเยกกังวลก็คือ ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ประชาชนต่างสิ้นหวังในชีวิตและหันไปเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในทุกมิติเพื่อแก้ไขปัญหาความยากลำบาก นั่นหมายถึงรัฐบาลจำเป็นที่จะต้องมีอำนาจมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ฮาเยกไม่พึงปรารถนาเลย เขาเปรียบเทียบว่ามหาเศรษฐีที่ทรงอิทธิพลคนหนึ่งยังมีอำนาจน้อยกว่าข้าราชการของรัฐเพียงไม่กี่คนที่มีอำนาจบังคับ (Coercive Power) ในการชี้เป็นชี้ตายชีวิตมนุษย์ได้ เขาเชื่อว่าในท้ายที่สุดแล้วการเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น มีอำนาจมากขึ้น จะทำให้เสรีภาพ[2] ของมนุษย์ถูกลดทอนลง (Hayek 1945/2005: 41)
แม้ว่าฮาเยกจะเชื่อว่าพลังของการแข่งขันโดยเสรีจะเป็นกลไกที่ประสาน (Coordinate) กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์เข้าด้วยกันโดยที่ไม่ต้องการอำนาจบังคับใดๆ แต่เขาก็มิได้สนับสนุนแนวคิดแบบปล่อยเสรี (Laissez Faire) หรือการปล่อยทิ้งไว้โดยลำพัง (leaving things just as they are) โดยปราศจากการควบคุมของกฎหมาย เขาเชื่อว่าบทบาทของรัฐยังมีความจำเป็น เช่น จำกัดชั่วโมงการทำงาน กำหนดมาตรฐานสุขอนามัย ให้บริการสาธารณะต่อสังคม ดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อม จำกัดการผูกขาดและส่งเสริมการแข่งขัน (Hayek 1945/2005: 45-46) กล่าวคือรัฐบาลที่ดีควรมีหน้าที่กำกับดูแลระบบตลาด (Regulation) ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ฮาเยกก็มิได้หมายความว่าจะมี “ทางสายกลาง” (Middle Way) ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ผสมผสานระหว่างตลาดเสรีกับการวางแผนโดยรัฐ เพราะเขาเชื่อว่าการวางแผนมิได้อยู่ตรงข้ามกับการแข่งขัน แต่เป็นการวางแผนคือเงื่อนไขพื้นฐานของการแข่งขัน[3]
ฮาเยกคัดค้านการวางแผนเศรษฐกิจโดยรัฐ ที่มีข้ออ้างว่าทำไปเพื่อ “ความเป็นธรรมทางสังคม” (Social Justice) การวางแผนโดยรัฐที่ทำตัวเป็น “คุณพ่อรู้ดี” ท้ายที่สุดแล้วจะนำไปสู่หายนะหรือที่ฮาเยกเรียกว่า “A Fatal Conceit” เพราะเขาเชื่อว่าไม่มีใครจะรอบรู้ข้อมูลทางเศรษฐกิจมากเพียงพอที่จะวางแผนและจัดสรรทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเคยเกิดขึ้นและล้มเหลวมาแล้วในระบบคอมมิวนิสต์ การตัดสินใจผลิตอะไร อย่างไร ควรเป็นหน้าที่ของปัจเจกบุคคลผ่านการแข่งขันอย่างเสรีในระบบตลาด ระบบตลาดเสรีดำเนินงานโดยไม่มีการวางแผน[4] ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงไม่ได้เกิดขึ้นจากความตั้งใจของใคร (Market outcomes are arbitrary) และคาดการณ์ไม่ได้แน่นอน ดังนั้นระบบตลาดจึงไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “มาตรฐานทางคุณธรรม” (Moral Standard) เพราะตลาดไม่มีคุณสมบัติความเป็นมนุษย์ (Impersonal) การเรียกร้องความเป็นธรรมจากระบบตลาดจึงสูญเปล่า เพราะไม่สามารถจะเรียกร้องเอาจากใครได้ (No one is to blame) (Macedo 1999: 292-294)
ในช่วงปี ค.ศ.1930 – 50 ระบบตลาดเสรีกำลังอ่อนโรยและไม่น่าเชื่อถือ ฮาเยกเขียนบทความขึ้นในปี ค.ศ.1949 ชื่อ The Intellectuals and Socialism กล่าวว่าบุคคลที่ช่วยโหมกระแสต่อต้านระบบตลาดและสนับสนุนให้รัฐบาลขยายตัว (Growing Government) ประกอบด้วย ปัญญาชน สื่อสารมวลชน คอลัมนิสต์ นักเขียน ศิลปิน ฮาเยกเรียกคนกลุ่มนี้ว่าเป็น “the second-hand dealers in ideas” โดยเฉพาะในอังกฤษที่มีอาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยสนับสนุนแนวทางสังคมนิยม สนับสนุนการจัดตั้งองค์กรส่วนกลางขึ้นมาทำหน้าที่แทนตลาด พวกเขาเชื่อระบบตลาดเป็น “ความชั่วร้าย” มีการเอารัดเอาเปรียบ และไม่เป็นธรรม พวกเขาใฝ่ฝันถึงสังคมในอุดมคติ (Utopia) ที่ไม่มีระบบตลาดเสรี แต่ฮาเยกกล่าวว่าวิธีคิดแบบนี้สุดท้ายจะนำไปสู่ระบบฟัสซิสม์หรือไม่ก็ระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ จึงกล่าวได้ว่าในช่วงเวลานั้น ฮาเยกเป็นนักคิดและนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความคิดที่แปลกไปจากคนอื่นๆแทบทั้งหมด (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน Hayek 1949/2005: 96-104)
มิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman: 1912 – 2006) ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยชิคาโก และได้รับรางวัลเบลสาขาเศรษฐศาสตร์เมื่อ ค.ศ.1976 เป็นนักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมที่สนับสนุนการจำกัดบทบาทของรัฐมาตั้งแต่แรกเริ่ม แนวคิดของเขาคล้ายคลึงกับของฮาเยก ในหนังสือ Capitalism and Freedom ตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1962 ในบทนำของหนังสือเขาคัดค้านคำพูดของประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ ที่ว่า “ท่านโปรดอย่าถามเลยว่าประเทศจะทำอะไรให้ท่าน จงถามว่าท่านจะทำอะไรให้ประเทศได้บ้าง”[5] ฟรีดแมนอธิบายว่า สังคมประกอบขึ้นด้วยปัจเจกบุคคลที่เป็นอิสระเสรีต่อกัน ประชาชนมิได้มีหน้าที่ต้องรับใช้รัฐ พวกเขามีชีวิตและรับผิดชอบชีวิตของเขาเอง ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ไม่ได้เป็นผู้อุปถัมภ์แก่ประชาชน จึงไม่จำเป็นต้องทำอะไรให้แก่ประชาชน (Friedman 1962/1982: 1-2) เคนเนดี้จึงไม่ควรกล่าวเช่นนี้ในสังคมที่นิยมเสรีภาพ
ฟรีดแมนเห็นว่าสิ่งที่ปัจเจกบุคคลควรเรียกร้องจากรัฐบาลของตนคือการพิทักษ์เสรีภาพ (Freedom) ทั้งเสรีภาพในการพูด การคิด การเขียน การนับถือศาสนา การประกอบธุรกิจ การซื้อขายแลกเปลี่ยน และสิ่งที่เป็นภัยต่อเสรีภาพคือการรวมศูนย์อำนาจ (Concentration of Power) สิ่งที่จะควบคุมอำนาจของรัฐบาลได้มี 2 ประการคือ การจำกัดขอบเขตอำนาจของรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutionalism) และการกระจายศูนย์กลางอำนาจรัฐออกไป (Decentralization) เมื่อรัฐถูกจำกัดอำนาจลงแล้ว ฟรีดแมนเห็นว่ารัฐควรมีหน้าที่เพียง 3 ประการคือ รักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อย (preserve law and order) บังคับใช้สัญญาของเอกชน (enforce private contracts) และส่งเสริมการแข่งขันในตลาด (foster competitive market) (Friedman 1962/1982: 2) ฟรีดแมนมีผลงานที่ครอบคลุมหลายแขนงในทางเศรษฐศาสตร์ ทั้งด้านนโยบายการเงิน ระบบการเงินระหว่างประเทศ การค้าระหว่างประเทศ การศึกษา นโยบายสวัสดิการสังคม ซึ่งโดยรวมแล้วเขาเห็นว่าการมีรัฐบาลเป็นสิ่งที่จำเป็น เพียงแต่เขาไม่สนับสนุนให้รัฐบาลเข้าดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจด้วยตนเอง รัฐบาลควรดำรงตนในฐานะกรรมการ (Umpire) ผู้กำกับดูแลกติกาของเกม (Rules of the game)
อย่างไรก็ตาม ตลาดผูกขาดในบางสถานการณ์จะมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีการผูกขาดโดยผู้ผลิตรายเดียว ฟรีดแมนเรียกว่า “การผูกขาดในเชิงเทคนิค” (Technical Monopoly) (Friedman 1962/1982: 28) เช่น กิจการโทรศัพท์ กิจการรถไฟ ในสภาวะเช่นนี้มีทางเลือกอยู่ 3 ทางคือ เอกชนเป็นผู้ผูกขาด (Private Monopoly) รัฐเป็นผู้ผูกขาด (Public Monopoly) ในรูปแบบรัฐวิสาหกิจ และทางเลือกสุดท้าย ให้เอกชนผูกขาดแต่รัฐคอยกำกับดูแล (Public Regulation) ฟรีดแมนเห็นว่าเป็นเหตุการณ์ที่เลือกยาก เพราะต้องเลือกสิ่งที่ “เลวร้าย” น้อยที่สุด ซึ่งเขาตัดสินใจเลือกวิธีแรก (อย่างไม่เต็มใจนัก) โดยอธิบายว่าสองวิธีหลังมีข้อเสียคือ ตอบสนองได้ช้าต่อสังคมที่เปลี่ยนแปลงเร็ว และอาจจะนำไปสู่การปกป้องรัฐวิสาหกิจมิให้เผชิญแข่งขันจากธุรกิจใหม่ๆ ในขณะที่การผูกขาดโดยเอกชนในระยะยาวยังต้องเผชิญกับการแข่งขันจากเทคโนโลยีใหม่ เขายกตัวอย่างกิจการรางรถไฟในสหรัฐที่เป็นการผูกขาดเชิงเทคนิคในระยะเริ่มต้น แต่ในระยะยาวแล้วก็ยังต้องต้องเผชิญกับการแข่งขันโดยธุรกิจการบิน และการขนส่งทางรถยนต์ เว้นแต่จะได้รับการปกป้องโดยรัฐ สิ่งที่ฟรีดแมนต้องการจะสื่อก็คือ การผูกขาดเชิงเทคนิคของเอกชนโดยลำพังแล้วกีดกันผู้อื่นมิให้เข้ามาแข่งขันไม่ได้ ท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลคือผู้ออกกฎหมายว่ากิจการใดมีลักษณะเป็น “กิจการสาธารณะ” ที่รัฐบาลเท่านั้นมีอำนาจผูกขาดในการให้บริการเพียงรายเดียว
เชิงอรรถ
[1] ความคิดแบบเสรีนิยมคลาสสิก (Classical Liberalism) ปฏิเสธการบังคับจำกัดเสรีภาพทั้งในทางการเมืองและในทางเศรษฐกิจ มีแนวคิดเชิดชูปัจเจกบุคคล (Individualism) สนับสนุนระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล (Private Property) ต้องการรัฐบาลที่มีขนาดเล็กและมีอำนาจน้อย (Minimal State) และส่งเสริมเศรษฐกิจแบบตลาดที่มีการแข่งขันเสรี (Free Market Economy) โดยรัฐไม่เข้าแทรกแซง (สมเกียรติ 2551: 40-44)
[2] เสรีภาพ (Liberty) ในความหมายของฮาเยกจากหนังสือ The Constitution of Liberty (1960) คือ “a condition in which coercion of some by others is reduced as much as possible in society ” (Caldwell 1997: 1870)
[3] ถอดความจากภาษาอังกฤษคือ “Planning and competition can be combined only by planning for competition, not by planning against competition.” (Hayek 1945/2005: 46)
[4] ฮาเยกเรียกกระบวนการนี้ว่า “Spontaneous Order” อธิบายสั้นๆคือ “Spontaneous order is the product of human action but not of human design.” (Macedo 1999: 290) ซึ่งแนวคิดนี้สอดคล้องกับ “Invisible Hand” ของ Adam Smith
[5] ถอดความจากภาษาอังกฤษคือ “Ask not what your country can do for you—ask what you can do for your country.” (Inaugural Address of President Kennedy, 1961)
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น