ระบบตลาดในยุคโลกาภิวัตน์ทางการเงิน
ช่วงทศวรรษ 1990 ระบบตลาดเสรีได้สถาปนาตนเองอย่างมีหลักการชัดเจนผ่าน “ฉันทมติวอชิงตัน” (Washington Consensus) คำๆนี้กำเนิดขึ้นในครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1989 โดยนายจอห์น วิลเลียมสัน (John Williamson) เพื่อใช้เป็นแนวทางหลักในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา โดยมีหลักการที่สำคัญอยู่ 3 ประการคือ การเปิดเสรีทางการค้าและการเงิน (Liberalization) การลดการกำกับดูแลโดยรัฐ (Deregulation) และการโอนกิจการของรัฐเป็นของเอกชน (Privatization) ซึ่งกลายเป็นประเด็นถกเถียงไปทั่วโลก มีข้อวิพากษ์วิจารณ์มากว่าฉันทมติวอชิงตันส่งเสริมให้ระบบทุนนิยมและการค้าเสรีแพร่ขยายไปทั่วโลก ซึ่งเป็นไปโดยไม่สมัครใจหากแต่เป็นการบังคับยัดเยียดจากชาติมหาอำนาจและองค์กรระหว่างประเทศทางเศรษฐกิจ อีกทั้งผลประโยชน์มิได้แพร่กระจายอย่างทั่วถึงแต่กระจุกตัวอยู่กับประเทศขนาดใหญ่และบรรษัทข้ามชาติ แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งหลายประเทศก็ประสบความสำเร็จในการนำไปปฏิบัติ เช่น ชิลี และบราซิล
การเปิดเสรีทางการเงิน (Financial Liberalization/Globalization) หรือการเชื่อมโยงและรวมตัวกันทางการเงินของโลก เป็นหนึ่งในนโยบายลดการแทรกแซงของรัฐในระบบตลาด ลดข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายเงินทุน และลดความบิดเบือนของตลาดเงินระหว่างประเทศ และปล่อยให้กลไกตลาดทำหน้าที่จัดสรรเงินทุน โดยเงินทุนจะเคลื่อนย้ายจากแหล่งที่ผลตอบแทนหน่วยสุดท้ายต่อทุนน้อย (Marginal Productivity of Capital) ไปยังแหล่งที่ผลตอบแทนหน่วยสุดท้ายต่อทุนมาก กระแสการเปิดเสรีทางการเงินได้รับการส่งเสริมโดยธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ จนกลายเป็นกระแสหลักที่ประเทศกำลังพัฒนานำไปใช้ ข้อสนับสนุนการเปิดเสรีทางการเงินคือ ช่วยเพิ่มแหล่งเงินทุนเพื่อตอบสนองความต้องการลงทุนทำให้เศรษฐกิจขยายตัว การระดมเงินทุนทำได้สะดวกรวดเร็วขึ้น และช่วยกระจายความเสี่ยงของผู้ลงทุน (Diversification)
นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังมีความคิดเห็นที่ไม่ลงรอยกันในเรื่องการเปิดเสรีทางการเงิน โดยเฉพาะ Joseph Stiglitz ที่เห็นว่าการเปิดเสรีทางการเงินคือสาเหตุของวิกฤตการเงินในหลายประเทศ แม้แต่ Jagdish Bhagwati เองที่สนับสนุนการค้าเสรีก็ยังคงเคลือบแคลงว่าการเปิดเสรีทางการเงินให้ประโยชน์จริงหรือไม่[8] เพราะการเปิดเสรีทางการเงินนำไปสู่เคลื่อนไหวของเงินทุนระยะสั้นจำนวนมาก มีแนวโน้มทำให้ภาคการเงินมีความผันผวนมากขึ้น และการลงทุนจำนวนมากเป็นการลงทุนเพื่อเก็งกำไรในระยะสั้น นักลงทุนมักจะให้ความสำคัญกับภาคการเงิน เช่น ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ผลตอบแทนของตราสารอนุพันธ์ อัตราแลกเปลี่ยน มากกว่าจะสนใจภาคการผลิตจริง เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินปัญหาจึงระบาดลุกลามไปได้อย่างรวดเร็ว (Contagion) เพราะตลาดทุนทั่วโลกเชื่อมโยงถึงกันหมด โดยรวมแล้วมี 3 กระแสแนวคิดหลัก ที่คัดค้านการเปิดเสรีทางเงิน (เทียนทิพย์ และ เรจินา 2544) คือ
1. กลุ่ม New-Keynesian ที่เชื่อว่าตลาดการเงินมีข้อมูลข่าวสารไม่สมมาตร และสุ่มเสี่ยงต่อปัญหา Adverse Selection และ Moral Hazard ได้ง่าย ส่งผลให้ธนาคารมีแนวโน้มจะปล่อยสินเชื่อที่ไม่มีคุณภาพ
2. กลุ่ม Post-Keynesian เชื่อว่าการคาดการณ์อนาคตจะมีบทบาทต่อการตัดสินใจ ในช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟูผู้คนจะคาดการณ์ไปในทิศทางที่ดีกว่าปกติ และแข่งขันกันหากำไร จึงลงทุนในกิจกรรมที่มีความเสี่ยงมากขึ้น
3. กลุ่ม Neo-Structuralist เชื่อว่าการเปิดเสรีทางเงินเป็นการดึงเอาเงินมาจากตลาดเงินนอกระบบ (Informal Market) ซึ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น ธนาคารจึงต้องกันสำรองมากกว่าปกติ ทำให้สินเชื่อโดยรวมลดลง
การถดถอยทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของสหรัฐในครั้งจึงเกิดคำถามขึ้นว่า แม่แบบตลาดเสรีของ Thatcher-Reagan จะยังคง “ศักดิ์สิทธิ์” ต่อไปอีกหรือไม่หลังจากนี้ ความจริงแล้วมีสัญญาณเตือนล่วงหน้าหลายครั้งถึงผลกระทบทางลบของการใช้นโยบายตลาดเสรี (Newsweek, October 13, 2008: 27) ได้แก่ (1) การเหตุการณ์เปิดเสรีทางเงินในประเทศไทยและเกาหลีใต้ โดยที่ประเทศยังไม่มีความพร้อมเพียงพอ ทำให้เกิดการเก็งกำไรขนานใหญ่และจบลงด้วยการโจมตีค่าเงินในประเทศไทย นำไปสู่วิกฤตการณ์เศรษฐกิจในปี ค.ศ.1997 ที่ลุกลามไปทั่วทวีปเอเชียตะวันออก (ยกเว้นจีนที่ไม่ค่อยได้รับผลกระทบ) (2) การลดภาษีตามแนวทางของเรแกนทำให้รัฐบาลสหรัฐขาดดุลการคลังอย่างต่อเนื่อง ทำให้ดุลการค้าขาดดุลตามไปด้วย ประกอบกับการทำสงครามในอิรักยิ่งซ้ำเติมให้อาการของโรคขาดดุลเรื้อรังมากขึ้น (3) การล่มสลายของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Enron เป็นผลมาจากนโยบายลดการกำกับดูแลของรัฐ (Deregulation) เพราะการทำบัญชีของบริษัทไม่ได้มาตรฐานเพียงพอ
Dani Rodrik นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวิกฤตการเงินของสหรัฐ ในหัวข้อ “The Disappointment of Financial Globalization” (ประชาชาติธุรกิจ, 12 พฤศจิกายน 2551) เขามีความเห็นว่า ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมาประเทศในกลุ่มละตินอเมริกาและเอเชียต่างทยอยเปิดเสรีทางการเงินอย่างต่อเนื่อง กระแสดังกล่าวสะดุดหยุดลงเมื่อเกิดวิกฤตการเงินในเอเชียตะวันออกปี ค.ศ.1997 ซึ่งผลลัพธ์ของการเปิดเสรีในหลายประเทศมิได้สวยหรูอย่างที่คาดกันไว้ เช่น ในละตินอเมริกาที่เปิดเสรีสูงมากแต่อัตราการลงทุนก็ยังอยู่ในระดับต่ำ และปริมาณเงินที่ไหลออกก็มิได้น้อยไปกว่าเงินไหลเข้าสักเท่าไร เพราะเงินที่ไหลเข้าเป็นการลงทุนระยะสั้นเสียมากกว่า ขณะที่การลงทุนระยะยาวที่อาศัยปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมีสัดส่วนที่น้อยกว่า นอกจากนี้ Rodrik ยังเห็นว่า ตลาดการเงินมีลักษณะเป็น “ตลาดแบบดีเป็นที่สอง” (Second-best) ซึ่งเป็นตลาดที่หลีกเลี่ยงความล้มเหลวไม่ได้ (Unavoidable Market Failure) เนื่องจากตลาดการเงินไม่มีวันจะสมบูรณ์แบบได้ และการกำกับดูแลโดยรัฐก็ช่วยได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่สามารถกำจัดสาเหตุของความล้มเหลวของตลาดให้หมดสิ้นไปได้ และไม่มีทางการันตีได้เลยว่าในอนาคตจะไม่มีวิกฤตการเงินเกิดขึ้นอีก
ขณะที่ Jagdish Bhagwati นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียมีความเห็นว่าวิกฤตครั้งนี้สร้างผลกระทบในวงกว้าง แต่อาจไม่รุนแรงเท่ากับที่เคยเกิดขึ้นอย่าง The Great Depression เพราะในครั้งนี้รัฐบาลกระโดดเข้าแก้ปัญหาอย่างเต็มตัวเพื่อบรรเทามิให้เกิดประชาชนต้องตกงาน และรัฐบาลยังเรียนรู้การใช้นโยบายการเงินและการคลังมากกว่าเดิม นอกจากนั้นรัฐบาลปัจจุบันยังทำถูกต้องที่ไม่ออกนโยบายกีดกันทางการค้าอย่าง the Smoot-Hawley Tariff ในปี ค.ศ.1930 เหมือนสมัย The Great Depression ที่ทำให้สภาวะทางเศรษฐกิจเลวร้ายยิ่งขึ้น แต่ Bhagwati ไม่เห็นด้วยกับ Joseph Stiglitz ที่กล่าวโทษว่ากลุ่ม “คลั่งระบบตลาด” (Market Fundamentalist) คือต้นเหตุสำคัญของวิกฤตการเงินครั้งนี้ เพราะการเป็นการไม่ถูกต้องที่จะเหมารวมทุกคนที่เห็นด้วยกับระบบตลาดและการค้าเสรีว่าเป็นพวก Fundamentalist ไปเสียหมด เขาเห็นว่าแม้จะเกิดความล้มเหลวในตลาดการเงินและรัฐต้องเพิ่มการกำกับดูแลก็จริง แต่ก็มิได้หมายความว่าตลาดอื่นๆ เช่น ตลาดสินค้าและบริการ จะต้องใช้นโยบายที่ “ลดระดับความเสรี” ลงในลักษณะเดียวกันเสมอไป[9]
เชิงอรรถ
[8] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในหนังสือ Globalization and Its Discontents (Stiglitz 2002) และ In Defense of Globalization (Bhagwati 2004)
[9] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน “Bhagwati thoughts on crisis” ในเว็บไซต์ http://www.columbia.edu/~jb38
วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
อนาคตของระบบตลาดเสรี: ตอนที่ 3
ระบบตลาดในสหรัฐอเมริกายุคแนวคิดเคนส์เซียน (1940 – 1970)
เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาหลัง The Great Depression เป็นระบบทุนนิยมแบบมีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด (Regulatory Capitalism) ปี ค.ศ.1932 ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แฟรงคลิน ดี. รุสเวลท์ (Franklin D. Roosevelt: 1882 – 1945) นำเสนอนโยบาย “New Deal” เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ โดยเน้นการจัดหางานให้คนที่ว่างงาน ออกกฎหมายประกันสังคม (The Social Security Act) ในปี ค.ศ.1935 เร่งยกฐานะทางเศรษฐกิจของกรรมกรและเกษตรกร ฟื้นฟูฐานะการเงินของธนาคารและตลาดหุ้น ก่อตั้งพลังงานไฟฟ้าของรัฐบาลในราคาถูก ทำให้ในปี ค.ศ.1936 เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเริ่มฟื้นตัว อัตราการว่างงานเริ่มลดลง (Yergin and Stanislaw 2002: Ch 2) เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง สหรัฐซึ่งกลายเป็นมหาอำนาจที่โดดเด่นภายหลังสงคราม ได้มีการประชุมร่วมกับประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อปฏิรูประบบการเงินระหว่างประเทศ โดยก่อตั้งระบบ Bretton Woods System ในปี ค.ศ.1944 และจัดตั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันทางด้านการเงิน และแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงินของประเทศสมาชิก (พรายพล 2551: 195-196)
ขณะที่ประเทศในยุโรปตะวันตกส่วนใหญ่มีฉันทมติยอมรับระบบเศรษฐกิจแบบผสม (Mixed Economy) โดยมีระบบสวัสดิการสังคม และรัฐวิสาหกิจอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อฟื้นฟูสภาพบ้านเมืองและสวัสดิการของประชาชนให้กลับคืนมา เนื่องยุโรปได้รับความเสียหายอย่างมากภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลต้องประกันการว่างงาน ประกันสุขภาพ และเป็นผู้จัดหาบริการสาธารณะแก่ประชาชนทั้งหมด กำกับดูแลวิสาหกิจเอกชน (Private Enterprise) อย่างใกล้ชิด รักษาเสถียรภาพของนโยบายมหภาค ด้วยเกรงกลัวภัยคุกคามจากเศรษฐกิจตกต่ำจะหวนกลับมาอีก แนวคิดตลาดเสรีหมดความนิยม ในขณะที่สงครามโลกทั้งสองครั้งทำให้เศรษฐกิจแบบวางแผนโดยรัฐเฟื่องฟูขึ้น (Yergin and Stanislaw 2002: Ch 1)
เศรษฐกิจสหรัฐในช่วง ค.ศ.1946 – 61 ยังคงประสบกับการชะลอตัวเป็นพักๆ แต่ละครั้งกินเวลาสั้นๆ เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐได้เรียนรู้บทเรียนจาก The Great Depression จึงดำเนินนโยบายการเงินเพื่อแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที ในช่วงปี ค.ศ.1961 – 70 เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวมากเป็นประวัติการณ์ในอัตราเฉลี่ย 4.5% ต่อปี อันเป็นผลมาจากการเพิ่มในอุปสงค์มวลรวม โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินเพื่อใช้จ่ายทางทหารในสงครามเวียตนามระหว่าง ค.ศ.1960 – 72 ในช่วงเวลานี้ถือได้ว่าเป็นยุครุ่งโรจน์ของการใช้นโยบายเศรษฐศาสตร์มหภาคแบบเคนส์เซียน โดยมีประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ (John F. Kennedy: 1917 – 63) สนับสนุนแนวนโยบายดังกล่าว อย่างไรก็ตามปัญหาเงินเฟ้อได้ทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นจาก 1.5% ใน ค.ศ.1964 เป็น 5.5% ใน ค.ศ.1970 นโยบายการขึ้นภาษีและลดปริมาณเงินลงไม่เป็นผลสำเร็จเพราะหยุดยั้งการคาดการณ์เงินเฟ้อไม่ได้ (Knoop 2004: 160-162)
มูลเหตุสำคัญที่ทำให้แนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์เซียนเริ่มเสื่อมความนิยม คือเหตุการณ์วิกฤตราคาน้ำมัน (Oil Shock) ในเดือนตุลาคม ค.ศ.1973 ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นทันทีจาก 3 เป็น 12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างรุนแรง เกิดปัญหาซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์มหภาคเรียกว่า “Stagflation” ซึ่งเป็นการปรากฏขึ้นพร้อมๆกันของอัตราเงินเฟ้อสูงและเศรษฐกิจถดถอย อันเนื่องมาจากต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นส่งผลให้อุปทานมวลรวมลดลง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับเศรษฐกิจของสหรัฐและนโยบายการเงินและการคลังแบบเคนส์เซียนไม่สามารถหาทางออกให้กับปัญหานี้ได้ ช่วง ค.ศ.1973 – 75 อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจาก 7% เป็น 12.1% และอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นจาก 4.8% เป็น 8.9% ซึ่งหักล้างความเชื่อมั่นใน Phillips Curve ที่นักเศรษฐศาสตร์เคยเชื่อกันในยุคก่อนหน้านี้ (Knoop 2004: 163) ในวงวิชาการเริ่มมีการถกเถียงถึงสาเหตุและทางออกของปัญหา ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ผลิตภาพการผลิต (Productivity) จึงลดลง ซึ่งเป็นปัญหาทางด้านอุปทานจึงต้องแก้ไขด้วยนโยบายด้านอุปทาน แต่เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายกำกับดูแลเศรษฐกิจที่เข้มงวดเกินไป เช่น การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ การควบคุมค่าจ้างและราคาสินค้า อัตราภาษีที่สูงเกินไป และสหภาพแรงงานที่เข้มแข็ง ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถลดค่าจ้างหรือปลดคนงานออกได้เพื่อลดต้นทุนได้ ในยุคปลายทศวรรษ 1970 ความคิดเรื่องกลไกตลาดเสรีที่ลดการแทรกแซงโดยรัฐจึงหวนกลับมาอีกครั้งในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ของสหรัฐบางส่วน
ระบบตลาดในอังกฤษและสหรัฐอเมริกาทศวรรษ 1980
ในอังกฤษรัฐบาลพรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative) นำโดยนางมาร์กาเร็ต แธ็ตเชอร์ (Margaret Thatcher) ได้รับการเลือกตั้งเป็นรัฐบาลต่อเนื่องถึง 11 ปี (ค.ศ.1979 – 90) นโยบายเศรษฐกิจของแธ็ตเชอร์เป็นการผสมผสานแนวคิดเสรีนิยมใหม่และอนุรักษ์นิยมใหม่เข้าด้วยกัน[6] หลักการสำคัญมี 3 ประการคือ ประการแรกคือการเน้นบทบาทของตลาดเสรี ส่งเสริมวิสาหกิจเอกชนในการทำหน้าที่ผลิตและกระจายสินค้าและบริการ ลดการควบคุมราคาสินค้าและค่าจ้าง สร้างแรงจูงใจให้บริษัทเอกชนด้วยการลดการเก็บภาษีทางตรง ออกกฎหมายควบคุมสหภาพแรงงานเพื่อทำให้ตลาดแรงงานมีความยืดหยุ่นในการจ้างและเลิกจ้าง ประการที่สองคือการจำกัดบทบาทของรัฐในการเข้าแทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และถอนตัวออกจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่จำเป็น ดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นเอกชน (Privatization) ลดขนาดภาครัฐลงด้วยการทยอยลดจำนวนข้าราชการพลเรือนลง ประการสุดท้ายคือการดำเนินนโยบายมหภาคแบบหดตัว (Contractionary Policy) มุ่งเน้นการควบคุมเงินเฟ้อ จำกัดงบประมาณภาครัฐ ลดปริมาณหนี้สาธารณะ นโยบายดังกล่าวถูกส่งต่อไปยังรัฐบาลของนายจอห์น เมเจอร์ (John Major) ในช่วง ค.ศ.1990 – 95 แม้แต่รัฐบาลพรรคแรงงานของนายโทนี่ แบลร์ (Tony Blair) ยังต้องปรับภาพลักษณ์ของพรรคใหม่ โดยเรียกชื่อว่าพรรคแรงงานใหม่ (New Labour) เพื่อลบภาพเดิมของพรรคที่ถูกมองว่าเป็นตัวแทนของสหภาพแรงงานและรัฐสวัสดิการทิ้งไป หันไปสนับสนุนแนวทางเสรีนิยม การค้าเสรีมากขึ้น[7] (วินัย 2550: 27-28)
ในสหรัฐอเมริกา แนวคิดเสรีนิยมใหม่มีบทบาทชัดเจนมากในยุคของประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน จากพรรคริพับลิกันที่ดำรงตำแหน่งติดต่อกันสองสมัย (ค.ศ.1980 – 88) แนวนโยบายเศรษฐกิจของเรแกนสื่อมวลชนเรียกว่า “Reaganomics” มีหลักการอยู่สองประการ (Newsweek, October 13, 2008: 26) คือ หนึ่ง เชื่อว่าการลดภาษี (Tax Cuts) จะช่วยแก้ปัญหาทางการเงินของบริษัทเอกชนได้ในตัวเอง (Self-Financing) และยังจูงใจให้บริษัทขยายกิจการเพราะมีกำไรเหลือไปลงทุนมากขึ้น ทำให้มีการจ้างงานมากขึ้น สอง เชื่อในการลดการกำกับดูแลของรัฐ (Deregulation) ลดระเบียบขั้นตอนในการประกอบธุรกิจของเอกชน ซึ่งมาก่อนหน้านี้สมัยประธานาธิบดี จิมมี่ คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) ในธุรกิจสายการบิน ขณะที่ตลาดการเงินรัฐบาลเชื่อว่าสามารถปล่อยให้กำกับดูแลตนเองได้ ทำให้สถาบันการเงินเร่งพัฒนานวัตกรรมทางเงินใหม่ๆที่สลับซับซ้อนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เรแกนมิได้ลดการใช้จ่ายของรัฐผ่านทางงบประมาณลงเหมือนแธ็ตเชอร์ ค่าใช้จ่ายทางการทหารเพื่อต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์เพิ่มขึ้น มีโครงการซื้ออาวุธ ระบบดาวเทียม และโครงการ Star War ทำให้รัฐบาลขาดดุลงบประมาณมหาศาล เรแกนจึงต้องลดงบประมาณด้านอื่นลง เช่นด้านสวัสดิการสังคม สุขภาพ และการศึกษา
เชิงอรรถ
[6] เราเรียกอุดมการณ์กลุ่มนี้ว่าเป็นพวก “ขวาใหม่” (New Right) ซึ่งเกิดขึ้นยุโรปและสหรัฐอเมริกาในทศวรรษ 1970 ประกอบขึ้นจากสองแนวคิดคือ แนวคิดเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) ที่เน้นปัจเจกบุคคล ทรัพย์สินส่วนบุคคล และรัฐบาลที่มีอำนาจน้อย กับแนวคิดอนุรักษ์นิยมใหม่ (Neoconservative) ที่เน้นความรักชาติ ระเบียบวินัย ค่านิยมที่ดี และรัฐบาลที่มีอำนาจ ผลลัพธ์ของแนวคิดนี้คือ “เศรษฐกิจเสรี และรัฐบาลขนาดเล็กแต่เข้มแข็ง” (Free Economy and Small, but Strong State) (สมเกียรติ 2551: 72-73)
[7] แบลร์ใช้สโลแกนในการหาเสียงเลือกตั้งและได้รับชัยชนะใน ค.ศ.1997 ว่า “New Labour, new Britain!”
เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาหลัง The Great Depression เป็นระบบทุนนิยมแบบมีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด (Regulatory Capitalism) ปี ค.ศ.1932 ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แฟรงคลิน ดี. รุสเวลท์ (Franklin D. Roosevelt: 1882 – 1945) นำเสนอนโยบาย “New Deal” เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ โดยเน้นการจัดหางานให้คนที่ว่างงาน ออกกฎหมายประกันสังคม (The Social Security Act) ในปี ค.ศ.1935 เร่งยกฐานะทางเศรษฐกิจของกรรมกรและเกษตรกร ฟื้นฟูฐานะการเงินของธนาคารและตลาดหุ้น ก่อตั้งพลังงานไฟฟ้าของรัฐบาลในราคาถูก ทำให้ในปี ค.ศ.1936 เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเริ่มฟื้นตัว อัตราการว่างงานเริ่มลดลง (Yergin and Stanislaw 2002: Ch 2) เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง สหรัฐซึ่งกลายเป็นมหาอำนาจที่โดดเด่นภายหลังสงคราม ได้มีการประชุมร่วมกับประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อปฏิรูประบบการเงินระหว่างประเทศ โดยก่อตั้งระบบ Bretton Woods System ในปี ค.ศ.1944 และจัดตั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันทางด้านการเงิน และแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงินของประเทศสมาชิก (พรายพล 2551: 195-196)
ขณะที่ประเทศในยุโรปตะวันตกส่วนใหญ่มีฉันทมติยอมรับระบบเศรษฐกิจแบบผสม (Mixed Economy) โดยมีระบบสวัสดิการสังคม และรัฐวิสาหกิจอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อฟื้นฟูสภาพบ้านเมืองและสวัสดิการของประชาชนให้กลับคืนมา เนื่องยุโรปได้รับความเสียหายอย่างมากภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลต้องประกันการว่างงาน ประกันสุขภาพ และเป็นผู้จัดหาบริการสาธารณะแก่ประชาชนทั้งหมด กำกับดูแลวิสาหกิจเอกชน (Private Enterprise) อย่างใกล้ชิด รักษาเสถียรภาพของนโยบายมหภาค ด้วยเกรงกลัวภัยคุกคามจากเศรษฐกิจตกต่ำจะหวนกลับมาอีก แนวคิดตลาดเสรีหมดความนิยม ในขณะที่สงครามโลกทั้งสองครั้งทำให้เศรษฐกิจแบบวางแผนโดยรัฐเฟื่องฟูขึ้น (Yergin and Stanislaw 2002: Ch 1)
เศรษฐกิจสหรัฐในช่วง ค.ศ.1946 – 61 ยังคงประสบกับการชะลอตัวเป็นพักๆ แต่ละครั้งกินเวลาสั้นๆ เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐได้เรียนรู้บทเรียนจาก The Great Depression จึงดำเนินนโยบายการเงินเพื่อแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที ในช่วงปี ค.ศ.1961 – 70 เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวมากเป็นประวัติการณ์ในอัตราเฉลี่ย 4.5% ต่อปี อันเป็นผลมาจากการเพิ่มในอุปสงค์มวลรวม โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินเพื่อใช้จ่ายทางทหารในสงครามเวียตนามระหว่าง ค.ศ.1960 – 72 ในช่วงเวลานี้ถือได้ว่าเป็นยุครุ่งโรจน์ของการใช้นโยบายเศรษฐศาสตร์มหภาคแบบเคนส์เซียน โดยมีประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ (John F. Kennedy: 1917 – 63) สนับสนุนแนวนโยบายดังกล่าว อย่างไรก็ตามปัญหาเงินเฟ้อได้ทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นจาก 1.5% ใน ค.ศ.1964 เป็น 5.5% ใน ค.ศ.1970 นโยบายการขึ้นภาษีและลดปริมาณเงินลงไม่เป็นผลสำเร็จเพราะหยุดยั้งการคาดการณ์เงินเฟ้อไม่ได้ (Knoop 2004: 160-162)
มูลเหตุสำคัญที่ทำให้แนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์เซียนเริ่มเสื่อมความนิยม คือเหตุการณ์วิกฤตราคาน้ำมัน (Oil Shock) ในเดือนตุลาคม ค.ศ.1973 ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นทันทีจาก 3 เป็น 12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างรุนแรง เกิดปัญหาซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์มหภาคเรียกว่า “Stagflation” ซึ่งเป็นการปรากฏขึ้นพร้อมๆกันของอัตราเงินเฟ้อสูงและเศรษฐกิจถดถอย อันเนื่องมาจากต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นส่งผลให้อุปทานมวลรวมลดลง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับเศรษฐกิจของสหรัฐและนโยบายการเงินและการคลังแบบเคนส์เซียนไม่สามารถหาทางออกให้กับปัญหานี้ได้ ช่วง ค.ศ.1973 – 75 อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจาก 7% เป็น 12.1% และอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นจาก 4.8% เป็น 8.9% ซึ่งหักล้างความเชื่อมั่นใน Phillips Curve ที่นักเศรษฐศาสตร์เคยเชื่อกันในยุคก่อนหน้านี้ (Knoop 2004: 163) ในวงวิชาการเริ่มมีการถกเถียงถึงสาเหตุและทางออกของปัญหา ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ผลิตภาพการผลิต (Productivity) จึงลดลง ซึ่งเป็นปัญหาทางด้านอุปทานจึงต้องแก้ไขด้วยนโยบายด้านอุปทาน แต่เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายกำกับดูแลเศรษฐกิจที่เข้มงวดเกินไป เช่น การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ การควบคุมค่าจ้างและราคาสินค้า อัตราภาษีที่สูงเกินไป และสหภาพแรงงานที่เข้มแข็ง ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถลดค่าจ้างหรือปลดคนงานออกได้เพื่อลดต้นทุนได้ ในยุคปลายทศวรรษ 1970 ความคิดเรื่องกลไกตลาดเสรีที่ลดการแทรกแซงโดยรัฐจึงหวนกลับมาอีกครั้งในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ของสหรัฐบางส่วน
ระบบตลาดในอังกฤษและสหรัฐอเมริกาทศวรรษ 1980
ในอังกฤษรัฐบาลพรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative) นำโดยนางมาร์กาเร็ต แธ็ตเชอร์ (Margaret Thatcher) ได้รับการเลือกตั้งเป็นรัฐบาลต่อเนื่องถึง 11 ปี (ค.ศ.1979 – 90) นโยบายเศรษฐกิจของแธ็ตเชอร์เป็นการผสมผสานแนวคิดเสรีนิยมใหม่และอนุรักษ์นิยมใหม่เข้าด้วยกัน[6] หลักการสำคัญมี 3 ประการคือ ประการแรกคือการเน้นบทบาทของตลาดเสรี ส่งเสริมวิสาหกิจเอกชนในการทำหน้าที่ผลิตและกระจายสินค้าและบริการ ลดการควบคุมราคาสินค้าและค่าจ้าง สร้างแรงจูงใจให้บริษัทเอกชนด้วยการลดการเก็บภาษีทางตรง ออกกฎหมายควบคุมสหภาพแรงงานเพื่อทำให้ตลาดแรงงานมีความยืดหยุ่นในการจ้างและเลิกจ้าง ประการที่สองคือการจำกัดบทบาทของรัฐในการเข้าแทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และถอนตัวออกจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่จำเป็น ดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นเอกชน (Privatization) ลดขนาดภาครัฐลงด้วยการทยอยลดจำนวนข้าราชการพลเรือนลง ประการสุดท้ายคือการดำเนินนโยบายมหภาคแบบหดตัว (Contractionary Policy) มุ่งเน้นการควบคุมเงินเฟ้อ จำกัดงบประมาณภาครัฐ ลดปริมาณหนี้สาธารณะ นโยบายดังกล่าวถูกส่งต่อไปยังรัฐบาลของนายจอห์น เมเจอร์ (John Major) ในช่วง ค.ศ.1990 – 95 แม้แต่รัฐบาลพรรคแรงงานของนายโทนี่ แบลร์ (Tony Blair) ยังต้องปรับภาพลักษณ์ของพรรคใหม่ โดยเรียกชื่อว่าพรรคแรงงานใหม่ (New Labour) เพื่อลบภาพเดิมของพรรคที่ถูกมองว่าเป็นตัวแทนของสหภาพแรงงานและรัฐสวัสดิการทิ้งไป หันไปสนับสนุนแนวทางเสรีนิยม การค้าเสรีมากขึ้น[7] (วินัย 2550: 27-28)
ในสหรัฐอเมริกา แนวคิดเสรีนิยมใหม่มีบทบาทชัดเจนมากในยุคของประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน จากพรรคริพับลิกันที่ดำรงตำแหน่งติดต่อกันสองสมัย (ค.ศ.1980 – 88) แนวนโยบายเศรษฐกิจของเรแกนสื่อมวลชนเรียกว่า “Reaganomics” มีหลักการอยู่สองประการ (Newsweek, October 13, 2008: 26) คือ หนึ่ง เชื่อว่าการลดภาษี (Tax Cuts) จะช่วยแก้ปัญหาทางการเงินของบริษัทเอกชนได้ในตัวเอง (Self-Financing) และยังจูงใจให้บริษัทขยายกิจการเพราะมีกำไรเหลือไปลงทุนมากขึ้น ทำให้มีการจ้างงานมากขึ้น สอง เชื่อในการลดการกำกับดูแลของรัฐ (Deregulation) ลดระเบียบขั้นตอนในการประกอบธุรกิจของเอกชน ซึ่งมาก่อนหน้านี้สมัยประธานาธิบดี จิมมี่ คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) ในธุรกิจสายการบิน ขณะที่ตลาดการเงินรัฐบาลเชื่อว่าสามารถปล่อยให้กำกับดูแลตนเองได้ ทำให้สถาบันการเงินเร่งพัฒนานวัตกรรมทางเงินใหม่ๆที่สลับซับซ้อนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เรแกนมิได้ลดการใช้จ่ายของรัฐผ่านทางงบประมาณลงเหมือนแธ็ตเชอร์ ค่าใช้จ่ายทางการทหารเพื่อต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์เพิ่มขึ้น มีโครงการซื้ออาวุธ ระบบดาวเทียม และโครงการ Star War ทำให้รัฐบาลขาดดุลงบประมาณมหาศาล เรแกนจึงต้องลดงบประมาณด้านอื่นลง เช่นด้านสวัสดิการสังคม สุขภาพ และการศึกษา
เชิงอรรถ
[6] เราเรียกอุดมการณ์กลุ่มนี้ว่าเป็นพวก “ขวาใหม่” (New Right) ซึ่งเกิดขึ้นยุโรปและสหรัฐอเมริกาในทศวรรษ 1970 ประกอบขึ้นจากสองแนวคิดคือ แนวคิดเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) ที่เน้นปัจเจกบุคคล ทรัพย์สินส่วนบุคคล และรัฐบาลที่มีอำนาจน้อย กับแนวคิดอนุรักษ์นิยมใหม่ (Neoconservative) ที่เน้นความรักชาติ ระเบียบวินัย ค่านิยมที่ดี และรัฐบาลที่มีอำนาจ ผลลัพธ์ของแนวคิดนี้คือ “เศรษฐกิจเสรี และรัฐบาลขนาดเล็กแต่เข้มแข็ง” (Free Economy and Small, but Strong State) (สมเกียรติ 2551: 72-73)
[7] แบลร์ใช้สโลแกนในการหาเสียงเลือกตั้งและได้รับชัยชนะใน ค.ศ.1997 ว่า “New Labour, new Britain!”
อนาคตของระบบตลาดเสรี: ตอนที่ 2
ความเป็นมาของการต่อสู้ทางความคิดเรื่องตลาดเสรี: เคนส์, ฮาเยก, และฟรีดแมน
ช่วงเวลา 25 ปีหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 (1945 – 70) แนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์เซียน (Keynesianism) มีบทบาทสำคัญในการยึดกุมพื้นที่ทางความคิด จนกลายเป็นกระบวนทัศน์หลัก (Dominant Paradigm) ของนักเศรษฐศาสตร์ ผู้นำในประเทศต่างๆ และผู้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes: 1883 – 1946) เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ แนวคิดของเขานับได้ว่าเป็นการปฏิวัติทางกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ทางเศรษฐศาสตร์ที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ (รังสรรค์ 2548: 2-3) โดยเคนส์เรียกแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ก่อนที่หนังสือ The General Theory of Employment, Interest, and Money ของเขาจะตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1936 ว่า “เศรษฐศาสตร์คลาสสิก” (Classical Economics) ที่เชื่อมั่นในประสิทธิภาพของกลไกราคาในการจัดสรรทรัพยากร โดยที่รัฐบาลไม่ต้องเข้าไปแทรกแซง เคนส์ปฏิเสธกฎของซาย (Say’s Law) ที่เชื่อว่า “Supply creates its own demand” เพราะอุปสงค์มวลรวมอาจมีไม่เพียงพอความคิดของเคนส์เข้าแทนที่เศรษฐศาสตร์คลาสสิกเพราะกระบวนทัศน์เดิมอธิบายปัญหาวิกฤตการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในสหรัฐ (The Great Depression) ไม่ได้ ลักษณะสำคัญของแนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์เซียนคือ
1. สนับสนุนให้รัฐเข้าไปมีบทบาทอย่างแข็งขันในการแทรกแซงระบบตลาด (Active Intervention) ด้วยความเชื่อที่ว่า ภาคธุรกิจเอกชนไม่มีเสถียรภาพและเป็นสาเหตุของความผันผวนของเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงมีหน้าที่ดำเนินนโยบายเพื่อต้านทานวัฏจักรทางเศรษฐกิจ (Countercyclical)
2. มุ่งแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจมหภาค เช่น การบริโภค การออม การว่างงาน และอัตราเงินเฟ้อ ด้วยนโยบายด้านมหภาค เช่น นโยบายการเงินและการคลัง ผ่านการจัดการอุปสงค์มวลรวม (Aggregate Demand Management) กล่าวคือ เคนส์พัฒนาแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคอย่างเป็นระบบขึ้นเป็นครั้งแรก ทฤษฎีหลายประเภทเป็นการคิดขึ้นใหม่ เช่น ทฤษฎีอัตราดอกเบี้ย ทฤษฎีความต้องการถือเงิน
3. ให้ความสำคัญกับนโยบายการจ้างงาน (Employment) เนื่องจากแนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์เซียนได้รับการพัฒนาขึ้นมาในช่วงทศวรรษ 1930 เพื่อเสนอแนวทางแก้ไขวิกฤตการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในสหรัฐ ที่มีคนว่างงานเป็นจำนวนมากกว่า 20% ในช่วงปี ค.ศ.1932 – 35 (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน Knoop 2004: Ch 10)
4. มีความเชื่อว่าการใช้นโยบายการคลังในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้นโยบายการเงิน เนื่องจากเกิดกับดักสภาพคล่อง (Liquidity Trap) ในตลาดการเงิน (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน Froyen 2008: Ch 5) อีกทั้งรัฐบาลสามารถใช้นโยบายงบประมาณแบบขาดดุลได้ ซึ่งขัดกับแนวคิดของเศรษฐศาสตร์คลาสสิก
5. มีความเชื่อว่าระดับราคาสินค้าและค่าจ้างตัวเงินปรับตัวได้ค่อนข้างช้า (Sticky) ส่งผลให้กลไกตลาดทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ประชาชนมีข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจไม่เพียงพอจึงปรับการคาดการณ์ได้ช้า
เคนส์ถูกจัดอยู่ในกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์แนวเสรีนิยมสมัยใหม่ (Modern Liberalism) ที่ยังคงสนับสนุนระบบทุนนิยมโดยวิสาหกิจเอกชน แต่ให้รัฐมีบทบาทในทางเศรษฐกิจมากขึ้นด้วยเหตุผลทางสังคมและการเมือง ส่งเสริมมีการจัดสวัสดิการแก่คนที่ตกงาน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ รัฐมีหน้าที่จัดการศึกษาและบริการสาธารณะ ใช้นโยบายการกระจายรายได้ด้วยภาษี (Redistribution) เพื่อช่วยให้คนที่ด้อยกว่ามีโอกาสที่เท่าเทียมกับผู้อื่น (Equality of Opportunity) ลักษณะของแนวคิดเสรีนิยมสมัยใหม่จะละม้ายคล้ายคลึงกับแนวทางสังคมเสรีนิยม (Social Liberalism) (สมเกียรติ 2551: 43) อย่างไรก็ตาม กลุ่มอนุรักษ์นิยมฝ่ายขวาในสหรัฐก็ยังพยายามโจมตีแนวคิดของเคนส์ว่าเป็นสังคมนิยม และได้รับการคัดค้านในช่วงทศวรรษ 1950 เนื่องจากกระแสต่อต้านคอมมิวนิสต์กำลังครอบงำสังคมอเมริกันในขณะนั้น
ในอีกฟากฝั่งหนึ่งของกระแสความคิด ฟรีดริช ฮาเยก (Friedrich A. Hayek: 1899 – 92) นักเศรษฐศาสตร์ชาวออสเตรีย ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี ค.ศ.1974 เป็นอีกหนึ่งคนที่ส่งอิทธิพลทางความคิดอย่างมากในศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะการปฏิรูประบบตลาดในอังกฤษและสหรัฐอเมริกาในทศวรรษ 1980 ฮาเยกเชื่อมั่นในสกุลความคิดแบบเสรีนิยมคลาสสิก[1] และยืนยันความเชื่อมั่นในระบบตลาดเสรี เขาคัดค้านแนวคิดของเคนส์ที่ปรากฏในหนังสือ The General Theory ในงานเขียนสำคัญของเขาคือ The Road to Serfdom ตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1944 เขาคัดค้านระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบรวมหมู่ (Collectivism) ระบบสังคมนิยม และการวางแผนจากส่วนกลาง ที่เกิดขึ้นในประเทศเยอรมนี และสหภาพโซเวียต สิ่งที่ฮาเยกกังวลก็คือ ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ประชาชนต่างสิ้นหวังในชีวิตและหันไปเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในทุกมิติเพื่อแก้ไขปัญหาความยากลำบาก นั่นหมายถึงรัฐบาลจำเป็นที่จะต้องมีอำนาจมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ฮาเยกไม่พึงปรารถนาเลย เขาเปรียบเทียบว่ามหาเศรษฐีที่ทรงอิทธิพลคนหนึ่งยังมีอำนาจน้อยกว่าข้าราชการของรัฐเพียงไม่กี่คนที่มีอำนาจบังคับ (Coercive Power) ในการชี้เป็นชี้ตายชีวิตมนุษย์ได้ เขาเชื่อว่าในท้ายที่สุดแล้วการเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น มีอำนาจมากขึ้น จะทำให้เสรีภาพ[2] ของมนุษย์ถูกลดทอนลง (Hayek 1945/2005: 41)
แม้ว่าฮาเยกจะเชื่อว่าพลังของการแข่งขันโดยเสรีจะเป็นกลไกที่ประสาน (Coordinate) กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์เข้าด้วยกันโดยที่ไม่ต้องการอำนาจบังคับใดๆ แต่เขาก็มิได้สนับสนุนแนวคิดแบบปล่อยเสรี (Laissez Faire) หรือการปล่อยทิ้งไว้โดยลำพัง (leaving things just as they are) โดยปราศจากการควบคุมของกฎหมาย เขาเชื่อว่าบทบาทของรัฐยังมีความจำเป็น เช่น จำกัดชั่วโมงการทำงาน กำหนดมาตรฐานสุขอนามัย ให้บริการสาธารณะต่อสังคม ดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อม จำกัดการผูกขาดและส่งเสริมการแข่งขัน (Hayek 1945/2005: 45-46) กล่าวคือรัฐบาลที่ดีควรมีหน้าที่กำกับดูแลระบบตลาด (Regulation) ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ฮาเยกก็มิได้หมายความว่าจะมี “ทางสายกลาง” (Middle Way) ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ผสมผสานระหว่างตลาดเสรีกับการวางแผนโดยรัฐ เพราะเขาเชื่อว่าการวางแผนมิได้อยู่ตรงข้ามกับการแข่งขัน แต่เป็นการวางแผนคือเงื่อนไขพื้นฐานของการแข่งขัน[3]
ฮาเยกคัดค้านการวางแผนเศรษฐกิจโดยรัฐ ที่มีข้ออ้างว่าทำไปเพื่อ “ความเป็นธรรมทางสังคม” (Social Justice) การวางแผนโดยรัฐที่ทำตัวเป็น “คุณพ่อรู้ดี” ท้ายที่สุดแล้วจะนำไปสู่หายนะหรือที่ฮาเยกเรียกว่า “A Fatal Conceit” เพราะเขาเชื่อว่าไม่มีใครจะรอบรู้ข้อมูลทางเศรษฐกิจมากเพียงพอที่จะวางแผนและจัดสรรทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเคยเกิดขึ้นและล้มเหลวมาแล้วในระบบคอมมิวนิสต์ การตัดสินใจผลิตอะไร อย่างไร ควรเป็นหน้าที่ของปัจเจกบุคคลผ่านการแข่งขันอย่างเสรีในระบบตลาด ระบบตลาดเสรีดำเนินงานโดยไม่มีการวางแผน[4] ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงไม่ได้เกิดขึ้นจากความตั้งใจของใคร (Market outcomes are arbitrary) และคาดการณ์ไม่ได้แน่นอน ดังนั้นระบบตลาดจึงไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “มาตรฐานทางคุณธรรม” (Moral Standard) เพราะตลาดไม่มีคุณสมบัติความเป็นมนุษย์ (Impersonal) การเรียกร้องความเป็นธรรมจากระบบตลาดจึงสูญเปล่า เพราะไม่สามารถจะเรียกร้องเอาจากใครได้ (No one is to blame) (Macedo 1999: 292-294)
ในช่วงปี ค.ศ.1930 – 50 ระบบตลาดเสรีกำลังอ่อนโรยและไม่น่าเชื่อถือ ฮาเยกเขียนบทความขึ้นในปี ค.ศ.1949 ชื่อ The Intellectuals and Socialism กล่าวว่าบุคคลที่ช่วยโหมกระแสต่อต้านระบบตลาดและสนับสนุนให้รัฐบาลขยายตัว (Growing Government) ประกอบด้วย ปัญญาชน สื่อสารมวลชน คอลัมนิสต์ นักเขียน ศิลปิน ฮาเยกเรียกคนกลุ่มนี้ว่าเป็น “the second-hand dealers in ideas” โดยเฉพาะในอังกฤษที่มีอาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยสนับสนุนแนวทางสังคมนิยม สนับสนุนการจัดตั้งองค์กรส่วนกลางขึ้นมาทำหน้าที่แทนตลาด พวกเขาเชื่อระบบตลาดเป็น “ความชั่วร้าย” มีการเอารัดเอาเปรียบ และไม่เป็นธรรม พวกเขาใฝ่ฝันถึงสังคมในอุดมคติ (Utopia) ที่ไม่มีระบบตลาดเสรี แต่ฮาเยกกล่าวว่าวิธีคิดแบบนี้สุดท้ายจะนำไปสู่ระบบฟัสซิสม์หรือไม่ก็ระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ จึงกล่าวได้ว่าในช่วงเวลานั้น ฮาเยกเป็นนักคิดและนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความคิดที่แปลกไปจากคนอื่นๆแทบทั้งหมด (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน Hayek 1949/2005: 96-104)
มิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman: 1912 – 2006) ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยชิคาโก และได้รับรางวัลเบลสาขาเศรษฐศาสตร์เมื่อ ค.ศ.1976 เป็นนักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมที่สนับสนุนการจำกัดบทบาทของรัฐมาตั้งแต่แรกเริ่ม แนวคิดของเขาคล้ายคลึงกับของฮาเยก ในหนังสือ Capitalism and Freedom ตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1962 ในบทนำของหนังสือเขาคัดค้านคำพูดของประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ ที่ว่า “ท่านโปรดอย่าถามเลยว่าประเทศจะทำอะไรให้ท่าน จงถามว่าท่านจะทำอะไรให้ประเทศได้บ้าง”[5] ฟรีดแมนอธิบายว่า สังคมประกอบขึ้นด้วยปัจเจกบุคคลที่เป็นอิสระเสรีต่อกัน ประชาชนมิได้มีหน้าที่ต้องรับใช้รัฐ พวกเขามีชีวิตและรับผิดชอบชีวิตของเขาเอง ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ไม่ได้เป็นผู้อุปถัมภ์แก่ประชาชน จึงไม่จำเป็นต้องทำอะไรให้แก่ประชาชน (Friedman 1962/1982: 1-2) เคนเนดี้จึงไม่ควรกล่าวเช่นนี้ในสังคมที่นิยมเสรีภาพ
ฟรีดแมนเห็นว่าสิ่งที่ปัจเจกบุคคลควรเรียกร้องจากรัฐบาลของตนคือการพิทักษ์เสรีภาพ (Freedom) ทั้งเสรีภาพในการพูด การคิด การเขียน การนับถือศาสนา การประกอบธุรกิจ การซื้อขายแลกเปลี่ยน และสิ่งที่เป็นภัยต่อเสรีภาพคือการรวมศูนย์อำนาจ (Concentration of Power) สิ่งที่จะควบคุมอำนาจของรัฐบาลได้มี 2 ประการคือ การจำกัดขอบเขตอำนาจของรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutionalism) และการกระจายศูนย์กลางอำนาจรัฐออกไป (Decentralization) เมื่อรัฐถูกจำกัดอำนาจลงแล้ว ฟรีดแมนเห็นว่ารัฐควรมีหน้าที่เพียง 3 ประการคือ รักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อย (preserve law and order) บังคับใช้สัญญาของเอกชน (enforce private contracts) และส่งเสริมการแข่งขันในตลาด (foster competitive market) (Friedman 1962/1982: 2) ฟรีดแมนมีผลงานที่ครอบคลุมหลายแขนงในทางเศรษฐศาสตร์ ทั้งด้านนโยบายการเงิน ระบบการเงินระหว่างประเทศ การค้าระหว่างประเทศ การศึกษา นโยบายสวัสดิการสังคม ซึ่งโดยรวมแล้วเขาเห็นว่าการมีรัฐบาลเป็นสิ่งที่จำเป็น เพียงแต่เขาไม่สนับสนุนให้รัฐบาลเข้าดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจด้วยตนเอง รัฐบาลควรดำรงตนในฐานะกรรมการ (Umpire) ผู้กำกับดูแลกติกาของเกม (Rules of the game)
อย่างไรก็ตาม ตลาดผูกขาดในบางสถานการณ์จะมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีการผูกขาดโดยผู้ผลิตรายเดียว ฟรีดแมนเรียกว่า “การผูกขาดในเชิงเทคนิค” (Technical Monopoly) (Friedman 1962/1982: 28) เช่น กิจการโทรศัพท์ กิจการรถไฟ ในสภาวะเช่นนี้มีทางเลือกอยู่ 3 ทางคือ เอกชนเป็นผู้ผูกขาด (Private Monopoly) รัฐเป็นผู้ผูกขาด (Public Monopoly) ในรูปแบบรัฐวิสาหกิจ และทางเลือกสุดท้าย ให้เอกชนผูกขาดแต่รัฐคอยกำกับดูแล (Public Regulation) ฟรีดแมนเห็นว่าเป็นเหตุการณ์ที่เลือกยาก เพราะต้องเลือกสิ่งที่ “เลวร้าย” น้อยที่สุด ซึ่งเขาตัดสินใจเลือกวิธีแรก (อย่างไม่เต็มใจนัก) โดยอธิบายว่าสองวิธีหลังมีข้อเสียคือ ตอบสนองได้ช้าต่อสังคมที่เปลี่ยนแปลงเร็ว และอาจจะนำไปสู่การปกป้องรัฐวิสาหกิจมิให้เผชิญแข่งขันจากธุรกิจใหม่ๆ ในขณะที่การผูกขาดโดยเอกชนในระยะยาวยังต้องเผชิญกับการแข่งขันจากเทคโนโลยีใหม่ เขายกตัวอย่างกิจการรางรถไฟในสหรัฐที่เป็นการผูกขาดเชิงเทคนิคในระยะเริ่มต้น แต่ในระยะยาวแล้วก็ยังต้องต้องเผชิญกับการแข่งขันโดยธุรกิจการบิน และการขนส่งทางรถยนต์ เว้นแต่จะได้รับการปกป้องโดยรัฐ สิ่งที่ฟรีดแมนต้องการจะสื่อก็คือ การผูกขาดเชิงเทคนิคของเอกชนโดยลำพังแล้วกีดกันผู้อื่นมิให้เข้ามาแข่งขันไม่ได้ ท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลคือผู้ออกกฎหมายว่ากิจการใดมีลักษณะเป็น “กิจการสาธารณะ” ที่รัฐบาลเท่านั้นมีอำนาจผูกขาดในการให้บริการเพียงรายเดียว
เชิงอรรถ
[1] ความคิดแบบเสรีนิยมคลาสสิก (Classical Liberalism) ปฏิเสธการบังคับจำกัดเสรีภาพทั้งในทางการเมืองและในทางเศรษฐกิจ มีแนวคิดเชิดชูปัจเจกบุคคล (Individualism) สนับสนุนระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล (Private Property) ต้องการรัฐบาลที่มีขนาดเล็กและมีอำนาจน้อย (Minimal State) และส่งเสริมเศรษฐกิจแบบตลาดที่มีการแข่งขันเสรี (Free Market Economy) โดยรัฐไม่เข้าแทรกแซง (สมเกียรติ 2551: 40-44)
[2] เสรีภาพ (Liberty) ในความหมายของฮาเยกจากหนังสือ The Constitution of Liberty (1960) คือ “a condition in which coercion of some by others is reduced as much as possible in society ” (Caldwell 1997: 1870)
[3] ถอดความจากภาษาอังกฤษคือ “Planning and competition can be combined only by planning for competition, not by planning against competition.” (Hayek 1945/2005: 46)
[4] ฮาเยกเรียกกระบวนการนี้ว่า “Spontaneous Order” อธิบายสั้นๆคือ “Spontaneous order is the product of human action but not of human design.” (Macedo 1999: 290) ซึ่งแนวคิดนี้สอดคล้องกับ “Invisible Hand” ของ Adam Smith
[5] ถอดความจากภาษาอังกฤษคือ “Ask not what your country can do for you—ask what you can do for your country.” (Inaugural Address of President Kennedy, 1961)
ช่วงเวลา 25 ปีหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 (1945 – 70) แนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์เซียน (Keynesianism) มีบทบาทสำคัญในการยึดกุมพื้นที่ทางความคิด จนกลายเป็นกระบวนทัศน์หลัก (Dominant Paradigm) ของนักเศรษฐศาสตร์ ผู้นำในประเทศต่างๆ และผู้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes: 1883 – 1946) เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ แนวคิดของเขานับได้ว่าเป็นการปฏิวัติทางกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ทางเศรษฐศาสตร์ที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ (รังสรรค์ 2548: 2-3) โดยเคนส์เรียกแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ก่อนที่หนังสือ The General Theory of Employment, Interest, and Money ของเขาจะตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1936 ว่า “เศรษฐศาสตร์คลาสสิก” (Classical Economics) ที่เชื่อมั่นในประสิทธิภาพของกลไกราคาในการจัดสรรทรัพยากร โดยที่รัฐบาลไม่ต้องเข้าไปแทรกแซง เคนส์ปฏิเสธกฎของซาย (Say’s Law) ที่เชื่อว่า “Supply creates its own demand” เพราะอุปสงค์มวลรวมอาจมีไม่เพียงพอความคิดของเคนส์เข้าแทนที่เศรษฐศาสตร์คลาสสิกเพราะกระบวนทัศน์เดิมอธิบายปัญหาวิกฤตการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในสหรัฐ (The Great Depression) ไม่ได้ ลักษณะสำคัญของแนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์เซียนคือ
1. สนับสนุนให้รัฐเข้าไปมีบทบาทอย่างแข็งขันในการแทรกแซงระบบตลาด (Active Intervention) ด้วยความเชื่อที่ว่า ภาคธุรกิจเอกชนไม่มีเสถียรภาพและเป็นสาเหตุของความผันผวนของเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงมีหน้าที่ดำเนินนโยบายเพื่อต้านทานวัฏจักรทางเศรษฐกิจ (Countercyclical)
2. มุ่งแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจมหภาค เช่น การบริโภค การออม การว่างงาน และอัตราเงินเฟ้อ ด้วยนโยบายด้านมหภาค เช่น นโยบายการเงินและการคลัง ผ่านการจัดการอุปสงค์มวลรวม (Aggregate Demand Management) กล่าวคือ เคนส์พัฒนาแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคอย่างเป็นระบบขึ้นเป็นครั้งแรก ทฤษฎีหลายประเภทเป็นการคิดขึ้นใหม่ เช่น ทฤษฎีอัตราดอกเบี้ย ทฤษฎีความต้องการถือเงิน
3. ให้ความสำคัญกับนโยบายการจ้างงาน (Employment) เนื่องจากแนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์เซียนได้รับการพัฒนาขึ้นมาในช่วงทศวรรษ 1930 เพื่อเสนอแนวทางแก้ไขวิกฤตการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในสหรัฐ ที่มีคนว่างงานเป็นจำนวนมากกว่า 20% ในช่วงปี ค.ศ.1932 – 35 (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน Knoop 2004: Ch 10)
4. มีความเชื่อว่าการใช้นโยบายการคลังในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้นโยบายการเงิน เนื่องจากเกิดกับดักสภาพคล่อง (Liquidity Trap) ในตลาดการเงิน (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน Froyen 2008: Ch 5) อีกทั้งรัฐบาลสามารถใช้นโยบายงบประมาณแบบขาดดุลได้ ซึ่งขัดกับแนวคิดของเศรษฐศาสตร์คลาสสิก
5. มีความเชื่อว่าระดับราคาสินค้าและค่าจ้างตัวเงินปรับตัวได้ค่อนข้างช้า (Sticky) ส่งผลให้กลไกตลาดทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ประชาชนมีข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจไม่เพียงพอจึงปรับการคาดการณ์ได้ช้า
เคนส์ถูกจัดอยู่ในกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์แนวเสรีนิยมสมัยใหม่ (Modern Liberalism) ที่ยังคงสนับสนุนระบบทุนนิยมโดยวิสาหกิจเอกชน แต่ให้รัฐมีบทบาทในทางเศรษฐกิจมากขึ้นด้วยเหตุผลทางสังคมและการเมือง ส่งเสริมมีการจัดสวัสดิการแก่คนที่ตกงาน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ รัฐมีหน้าที่จัดการศึกษาและบริการสาธารณะ ใช้นโยบายการกระจายรายได้ด้วยภาษี (Redistribution) เพื่อช่วยให้คนที่ด้อยกว่ามีโอกาสที่เท่าเทียมกับผู้อื่น (Equality of Opportunity) ลักษณะของแนวคิดเสรีนิยมสมัยใหม่จะละม้ายคล้ายคลึงกับแนวทางสังคมเสรีนิยม (Social Liberalism) (สมเกียรติ 2551: 43) อย่างไรก็ตาม กลุ่มอนุรักษ์นิยมฝ่ายขวาในสหรัฐก็ยังพยายามโจมตีแนวคิดของเคนส์ว่าเป็นสังคมนิยม และได้รับการคัดค้านในช่วงทศวรรษ 1950 เนื่องจากกระแสต่อต้านคอมมิวนิสต์กำลังครอบงำสังคมอเมริกันในขณะนั้น
ในอีกฟากฝั่งหนึ่งของกระแสความคิด ฟรีดริช ฮาเยก (Friedrich A. Hayek: 1899 – 92) นักเศรษฐศาสตร์ชาวออสเตรีย ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี ค.ศ.1974 เป็นอีกหนึ่งคนที่ส่งอิทธิพลทางความคิดอย่างมากในศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะการปฏิรูประบบตลาดในอังกฤษและสหรัฐอเมริกาในทศวรรษ 1980 ฮาเยกเชื่อมั่นในสกุลความคิดแบบเสรีนิยมคลาสสิก[1] และยืนยันความเชื่อมั่นในระบบตลาดเสรี เขาคัดค้านแนวคิดของเคนส์ที่ปรากฏในหนังสือ The General Theory ในงานเขียนสำคัญของเขาคือ The Road to Serfdom ตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1944 เขาคัดค้านระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบรวมหมู่ (Collectivism) ระบบสังคมนิยม และการวางแผนจากส่วนกลาง ที่เกิดขึ้นในประเทศเยอรมนี และสหภาพโซเวียต สิ่งที่ฮาเยกกังวลก็คือ ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ประชาชนต่างสิ้นหวังในชีวิตและหันไปเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในทุกมิติเพื่อแก้ไขปัญหาความยากลำบาก นั่นหมายถึงรัฐบาลจำเป็นที่จะต้องมีอำนาจมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ฮาเยกไม่พึงปรารถนาเลย เขาเปรียบเทียบว่ามหาเศรษฐีที่ทรงอิทธิพลคนหนึ่งยังมีอำนาจน้อยกว่าข้าราชการของรัฐเพียงไม่กี่คนที่มีอำนาจบังคับ (Coercive Power) ในการชี้เป็นชี้ตายชีวิตมนุษย์ได้ เขาเชื่อว่าในท้ายที่สุดแล้วการเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น มีอำนาจมากขึ้น จะทำให้เสรีภาพ[2] ของมนุษย์ถูกลดทอนลง (Hayek 1945/2005: 41)
แม้ว่าฮาเยกจะเชื่อว่าพลังของการแข่งขันโดยเสรีจะเป็นกลไกที่ประสาน (Coordinate) กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์เข้าด้วยกันโดยที่ไม่ต้องการอำนาจบังคับใดๆ แต่เขาก็มิได้สนับสนุนแนวคิดแบบปล่อยเสรี (Laissez Faire) หรือการปล่อยทิ้งไว้โดยลำพัง (leaving things just as they are) โดยปราศจากการควบคุมของกฎหมาย เขาเชื่อว่าบทบาทของรัฐยังมีความจำเป็น เช่น จำกัดชั่วโมงการทำงาน กำหนดมาตรฐานสุขอนามัย ให้บริการสาธารณะต่อสังคม ดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อม จำกัดการผูกขาดและส่งเสริมการแข่งขัน (Hayek 1945/2005: 45-46) กล่าวคือรัฐบาลที่ดีควรมีหน้าที่กำกับดูแลระบบตลาด (Regulation) ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ฮาเยกก็มิได้หมายความว่าจะมี “ทางสายกลาง” (Middle Way) ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ผสมผสานระหว่างตลาดเสรีกับการวางแผนโดยรัฐ เพราะเขาเชื่อว่าการวางแผนมิได้อยู่ตรงข้ามกับการแข่งขัน แต่เป็นการวางแผนคือเงื่อนไขพื้นฐานของการแข่งขัน[3]
ฮาเยกคัดค้านการวางแผนเศรษฐกิจโดยรัฐ ที่มีข้ออ้างว่าทำไปเพื่อ “ความเป็นธรรมทางสังคม” (Social Justice) การวางแผนโดยรัฐที่ทำตัวเป็น “คุณพ่อรู้ดี” ท้ายที่สุดแล้วจะนำไปสู่หายนะหรือที่ฮาเยกเรียกว่า “A Fatal Conceit” เพราะเขาเชื่อว่าไม่มีใครจะรอบรู้ข้อมูลทางเศรษฐกิจมากเพียงพอที่จะวางแผนและจัดสรรทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเคยเกิดขึ้นและล้มเหลวมาแล้วในระบบคอมมิวนิสต์ การตัดสินใจผลิตอะไร อย่างไร ควรเป็นหน้าที่ของปัจเจกบุคคลผ่านการแข่งขันอย่างเสรีในระบบตลาด ระบบตลาดเสรีดำเนินงานโดยไม่มีการวางแผน[4] ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงไม่ได้เกิดขึ้นจากความตั้งใจของใคร (Market outcomes are arbitrary) และคาดการณ์ไม่ได้แน่นอน ดังนั้นระบบตลาดจึงไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “มาตรฐานทางคุณธรรม” (Moral Standard) เพราะตลาดไม่มีคุณสมบัติความเป็นมนุษย์ (Impersonal) การเรียกร้องความเป็นธรรมจากระบบตลาดจึงสูญเปล่า เพราะไม่สามารถจะเรียกร้องเอาจากใครได้ (No one is to blame) (Macedo 1999: 292-294)
ในช่วงปี ค.ศ.1930 – 50 ระบบตลาดเสรีกำลังอ่อนโรยและไม่น่าเชื่อถือ ฮาเยกเขียนบทความขึ้นในปี ค.ศ.1949 ชื่อ The Intellectuals and Socialism กล่าวว่าบุคคลที่ช่วยโหมกระแสต่อต้านระบบตลาดและสนับสนุนให้รัฐบาลขยายตัว (Growing Government) ประกอบด้วย ปัญญาชน สื่อสารมวลชน คอลัมนิสต์ นักเขียน ศิลปิน ฮาเยกเรียกคนกลุ่มนี้ว่าเป็น “the second-hand dealers in ideas” โดยเฉพาะในอังกฤษที่มีอาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยสนับสนุนแนวทางสังคมนิยม สนับสนุนการจัดตั้งองค์กรส่วนกลางขึ้นมาทำหน้าที่แทนตลาด พวกเขาเชื่อระบบตลาดเป็น “ความชั่วร้าย” มีการเอารัดเอาเปรียบ และไม่เป็นธรรม พวกเขาใฝ่ฝันถึงสังคมในอุดมคติ (Utopia) ที่ไม่มีระบบตลาดเสรี แต่ฮาเยกกล่าวว่าวิธีคิดแบบนี้สุดท้ายจะนำไปสู่ระบบฟัสซิสม์หรือไม่ก็ระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ จึงกล่าวได้ว่าในช่วงเวลานั้น ฮาเยกเป็นนักคิดและนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความคิดที่แปลกไปจากคนอื่นๆแทบทั้งหมด (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน Hayek 1949/2005: 96-104)
มิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman: 1912 – 2006) ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยชิคาโก และได้รับรางวัลเบลสาขาเศรษฐศาสตร์เมื่อ ค.ศ.1976 เป็นนักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมที่สนับสนุนการจำกัดบทบาทของรัฐมาตั้งแต่แรกเริ่ม แนวคิดของเขาคล้ายคลึงกับของฮาเยก ในหนังสือ Capitalism and Freedom ตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1962 ในบทนำของหนังสือเขาคัดค้านคำพูดของประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ ที่ว่า “ท่านโปรดอย่าถามเลยว่าประเทศจะทำอะไรให้ท่าน จงถามว่าท่านจะทำอะไรให้ประเทศได้บ้าง”[5] ฟรีดแมนอธิบายว่า สังคมประกอบขึ้นด้วยปัจเจกบุคคลที่เป็นอิสระเสรีต่อกัน ประชาชนมิได้มีหน้าที่ต้องรับใช้รัฐ พวกเขามีชีวิตและรับผิดชอบชีวิตของเขาเอง ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ไม่ได้เป็นผู้อุปถัมภ์แก่ประชาชน จึงไม่จำเป็นต้องทำอะไรให้แก่ประชาชน (Friedman 1962/1982: 1-2) เคนเนดี้จึงไม่ควรกล่าวเช่นนี้ในสังคมที่นิยมเสรีภาพ
ฟรีดแมนเห็นว่าสิ่งที่ปัจเจกบุคคลควรเรียกร้องจากรัฐบาลของตนคือการพิทักษ์เสรีภาพ (Freedom) ทั้งเสรีภาพในการพูด การคิด การเขียน การนับถือศาสนา การประกอบธุรกิจ การซื้อขายแลกเปลี่ยน และสิ่งที่เป็นภัยต่อเสรีภาพคือการรวมศูนย์อำนาจ (Concentration of Power) สิ่งที่จะควบคุมอำนาจของรัฐบาลได้มี 2 ประการคือ การจำกัดขอบเขตอำนาจของรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutionalism) และการกระจายศูนย์กลางอำนาจรัฐออกไป (Decentralization) เมื่อรัฐถูกจำกัดอำนาจลงแล้ว ฟรีดแมนเห็นว่ารัฐควรมีหน้าที่เพียง 3 ประการคือ รักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อย (preserve law and order) บังคับใช้สัญญาของเอกชน (enforce private contracts) และส่งเสริมการแข่งขันในตลาด (foster competitive market) (Friedman 1962/1982: 2) ฟรีดแมนมีผลงานที่ครอบคลุมหลายแขนงในทางเศรษฐศาสตร์ ทั้งด้านนโยบายการเงิน ระบบการเงินระหว่างประเทศ การค้าระหว่างประเทศ การศึกษา นโยบายสวัสดิการสังคม ซึ่งโดยรวมแล้วเขาเห็นว่าการมีรัฐบาลเป็นสิ่งที่จำเป็น เพียงแต่เขาไม่สนับสนุนให้รัฐบาลเข้าดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจด้วยตนเอง รัฐบาลควรดำรงตนในฐานะกรรมการ (Umpire) ผู้กำกับดูแลกติกาของเกม (Rules of the game)
อย่างไรก็ตาม ตลาดผูกขาดในบางสถานการณ์จะมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีการผูกขาดโดยผู้ผลิตรายเดียว ฟรีดแมนเรียกว่า “การผูกขาดในเชิงเทคนิค” (Technical Monopoly) (Friedman 1962/1982: 28) เช่น กิจการโทรศัพท์ กิจการรถไฟ ในสภาวะเช่นนี้มีทางเลือกอยู่ 3 ทางคือ เอกชนเป็นผู้ผูกขาด (Private Monopoly) รัฐเป็นผู้ผูกขาด (Public Monopoly) ในรูปแบบรัฐวิสาหกิจ และทางเลือกสุดท้าย ให้เอกชนผูกขาดแต่รัฐคอยกำกับดูแล (Public Regulation) ฟรีดแมนเห็นว่าเป็นเหตุการณ์ที่เลือกยาก เพราะต้องเลือกสิ่งที่ “เลวร้าย” น้อยที่สุด ซึ่งเขาตัดสินใจเลือกวิธีแรก (อย่างไม่เต็มใจนัก) โดยอธิบายว่าสองวิธีหลังมีข้อเสียคือ ตอบสนองได้ช้าต่อสังคมที่เปลี่ยนแปลงเร็ว และอาจจะนำไปสู่การปกป้องรัฐวิสาหกิจมิให้เผชิญแข่งขันจากธุรกิจใหม่ๆ ในขณะที่การผูกขาดโดยเอกชนในระยะยาวยังต้องเผชิญกับการแข่งขันจากเทคโนโลยีใหม่ เขายกตัวอย่างกิจการรางรถไฟในสหรัฐที่เป็นการผูกขาดเชิงเทคนิคในระยะเริ่มต้น แต่ในระยะยาวแล้วก็ยังต้องต้องเผชิญกับการแข่งขันโดยธุรกิจการบิน และการขนส่งทางรถยนต์ เว้นแต่จะได้รับการปกป้องโดยรัฐ สิ่งที่ฟรีดแมนต้องการจะสื่อก็คือ การผูกขาดเชิงเทคนิคของเอกชนโดยลำพังแล้วกีดกันผู้อื่นมิให้เข้ามาแข่งขันไม่ได้ ท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลคือผู้ออกกฎหมายว่ากิจการใดมีลักษณะเป็น “กิจการสาธารณะ” ที่รัฐบาลเท่านั้นมีอำนาจผูกขาดในการให้บริการเพียงรายเดียว
เชิงอรรถ
[1] ความคิดแบบเสรีนิยมคลาสสิก (Classical Liberalism) ปฏิเสธการบังคับจำกัดเสรีภาพทั้งในทางการเมืองและในทางเศรษฐกิจ มีแนวคิดเชิดชูปัจเจกบุคคล (Individualism) สนับสนุนระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล (Private Property) ต้องการรัฐบาลที่มีขนาดเล็กและมีอำนาจน้อย (Minimal State) และส่งเสริมเศรษฐกิจแบบตลาดที่มีการแข่งขันเสรี (Free Market Economy) โดยรัฐไม่เข้าแทรกแซง (สมเกียรติ 2551: 40-44)
[2] เสรีภาพ (Liberty) ในความหมายของฮาเยกจากหนังสือ The Constitution of Liberty (1960) คือ “a condition in which coercion of some by others is reduced as much as possible in society ” (Caldwell 1997: 1870)
[3] ถอดความจากภาษาอังกฤษคือ “Planning and competition can be combined only by planning for competition, not by planning against competition.” (Hayek 1945/2005: 46)
[4] ฮาเยกเรียกกระบวนการนี้ว่า “Spontaneous Order” อธิบายสั้นๆคือ “Spontaneous order is the product of human action but not of human design.” (Macedo 1999: 290) ซึ่งแนวคิดนี้สอดคล้องกับ “Invisible Hand” ของ Adam Smith
[5] ถอดความจากภาษาอังกฤษคือ “Ask not what your country can do for you—ask what you can do for your country.” (Inaugural Address of President Kennedy, 1961)
อนาคตของระบบตลาดเสรี: ตอนที่ 1
*บทความนี้ปรับปรุงจากบทความชื่อเดียวกัน ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในโครงการแข่งขันเขียนบทความของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ปีการศึกษา 2551 จัดโดย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นับเป็นการสิ้นสุดยุคทอง (Golden Age) ของทุนนิยมรูปแบบตลาดเสรีที่ดำเนินมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 อย่างแท้จริง เมื่อมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐอเมริกาถึงคราวต้องเผชิญกับวิกฤตสถาบัน การเงินที่เกิดขึ้นในปลายปี ค.ศ.2008 อันมีสาเหตุสำคัญมาจากการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์จนนำไปสู่สภาวะหนี้ เสียจำนวนมากเพราะปล่อยกู้ให้กับผู้มีรายได้น้อยและมีความน่าเชื่อถือต่ำ (Sub-prime Mortgage Loan) จนสถาบันการเงินขนาดใหญ่ต้องล้มละลาย ทำให้แทบทุกประเทศทั่วโลกที่มีตลาดสินค้า และตลาดการเงินเชื่อมโยงถึงกัน (Interconnectedness) ต้องเผชิญกับสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจึงได้เห็นภาพของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ประกาศมาโดยตลอดว่าดำเนินนโยบาย เสรีนิยมทางเศรษฐกิจ ต้องกลืนน้ำลายตัวเองด้วยการเข้าไปซื้อหนี้เสียของธนาคารและสถาบันการเงิน กว่า 7 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยพยุงสภาพเศรษฐกิจและการจ้างงานมิให้ตกต่ำรุนแรง ซึ่งคาดการณ์กันว่าจะเศรษฐกิจจะตกต่ำยื้ดเยื้อยาวนานกว่า 2 – 3 ปีกว่าจะฟื้นตัว หรืออาจจะยาวนานกว่านั้นก็เป็นได้
ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นเรื่อยๆในช่วง ค.ศ.1990 – 2008 มีคำอธิบายที่แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่น วิกฤตการเงินในเอเชียตะวันออก ค.ศ.1997 บทความของ Jayasuriya and Rosser กล่าวว่ามีคำอธิบายหลักๆอยู่ 3 ประการคือ ความล้มเหลวของรัฐบาลและระบบทุนนิยมพวกพ้อง (The Government Failure/Crony Capitalism Thesis) ทำให้การบริหารงานไม่โปร่งใส ขาดธรรมาภิบาลและมีผลประโยชน์ทับซ้อน, การดำเนินนโยบายมหภาคที่ผิดพลาดของรัฐบาล (The Macroeconomic Mismanagement Thesis) เช่น การขาดการกำกับดูแลสถาบันการเงิน การใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ควบคู่ไปกับการเปิดเสรีให้เงินทุนไหลเข้า ออกอย่างเสรี, และการเปิดเสรีทางการเงินโดยที่ยังไม่มีความพร้อม (The Premature Financial Liberalization Thesis) อันเป็นผลมาจากฉันทมติวอชิงตัน (Washington Consensus) ที่เร่งรัดให้ประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) เปิดเสรีทางการเงินโดยไม่ตระเตรียมปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจให้พร้อม (Jayasuriya and Rosser 2001: 384-386)
นอกจากคำอธิบายวิกฤตเศรษฐกิจตามแนวทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลักแล้ว ยังมีข้อโจมตีจากหลายแหล่ง ที่มุ่งโจมตี “ระบบตลาด” โดยตรงว่าเป็นต้นตอที่แท้จริงของปัญหา เช่น กลุ่มสื่อสารมวลชน คอลัมนิสต์ องค์กรเพื่อการพัฒนาเอกชน (NGO) ขบวนการเคลื่อนไหวอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Environmentalism) กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อความเป็นธรรมของโลก (Global Justice) ปัญญาชนสาธารณะ กลุ่มสังคมนิยม (Socialism) กลุ่มต่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกัน (Anti-Americanism) ที่ต่างรวมตัวกันอย่างแข็งขันในช่วงทศวรรษ 1990 โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ คัดค้านตลาดเสรีและระบบทุนนิยม การเคลื่อนไหวประสบความสำเร็จถึงจุดสูงสุดเมื่อพวกเขาสามารถขัดขวางมิให้มี การประชุม WTO ที่เมือง Seattle ในปี ค.ศ.1999 การเคลื่อนไหวของคนเหล่านี้ David Henderson อดีตหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจและสถิติของ OECD เรียกชื่อโดยรวมๆว่าเป็น “New Millennium Collectivism” ในหนังสือของเขาชื่อ “Anti-Liberalism 2000” (Henderson 2000)
บทความนี้มิได้มุ่งอธิบายปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาในรายละเอียดโดย ตรง แต่เป็นการวิเคราะห์ว่าวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ส่งผลต่อทัศนคติเรื่องระบบตลาด อย่างไร และจะต้องเผชิญกับข้อวิจารณ์คัดค้านอย่างไร และในอนาคตระบบตลาดเสรีจะเสื่อมความนิยมลงไปหรือไม่ เหมือนดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในทศวรรษ 1930 – 1970 ในส่วนแรกจะเป็นการอธิบายเชิงเศรษฐศาสตร์ว่าระบบตลาดคืออะไร อะไรคือความล้มเหลวของระบบตลาด ส่วนที่สองคือการนำเสนอวิวัฒนาการของระบบตลาดเสรีในอังกฤษและสหรัฐช่วง ค.ศ.1930 – 2000 และการต่อสู้กันทางความคิดระหว่างนักเศรษฐศาสตร์ 3 คนคือ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) ฟรีดริช ฮาเยก (Friedrich A. Hayek) และมิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman) ในประเด็นเรื่องระบบตลาดและบทบาทของรัฐ ส่วนที่สามคือการวิเคราะห์ผลกระทบของวิกฤตการเงินสหรัฐต่อบทบาทของรัฐในระบบ ตลาด ส่วนสุดท้ายคือการวิเคราะห์ทิศทางของตลาดเสรีแบบอเมริกันที่ต้องเผชิญกับแรง เสียดทาน ต่อต้านคัดค้าน และการสูญเสียความน่าเชื่อถือ (Discredit) รวมทั้งต้องเผชิญกับการท้าทายอำนาจของระบบตลาดแบบสั่งการของจีน (Command Capitalism) ที่ยังสามารถรักษาตัวเองและบอบช้ำจากวิกฤตครั้งนี้ค่อนข้างน้อย
ระบบตลาดคืออะไร?
ในหนังสือ The Market System ของ Charles E. Lindblom ศาสตราจารย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเยล กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “เป็นไปได้ที่คนๆหนึ่งจะใช้เวลาศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์นานหลายปี โดยที่ไม่เข้าใจเลยว่าระบบตลาดคืออะไร” (Lindblom 2001: 2) นักศึกษาเศรษฐศาสตร์มักจะได้รับการสอนแบบแยกส่วนตามแขนงวิชา และไม่เข้าใจถึงโครงสร้างองค์รวมทั้งหมดของระบบตลาด เสมือนการเรียนเฉพาะต้นไม้ทีละต้น แต่มองไม่เห็นป่าทั้งหมด กล่าวอย่างกระชับแล้วระบบตลาดหมายถึง การประสานร่วมมือกันของกิจกรรมทางเศรษฐกิจผ่านผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยไม่ใช้การวางแผนจากรัฐบาลว่าจะผลิตอะไร จำนวนเท่าใด จะผลิตอย่างไร จ้างคนงานเท่าไร ซึ่ง Lindblom เรียกว่า “Coordination without a Coordinator” (Lindblom 2001: 23)
พลังที่ขับเคลื่อนระบบตลาดคือพลังของความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน (Self-interest) ตามความคิดของ อดัม สมิธ (Adam Smith) ในหนังสือ The Wealth of Nations เมื่อมีการแข่งขันในตลาด ผลประโยชน์ส่วนตนจะถูกแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นผลประโยชน์ต่อสังคมได้ กระบวนการดังกล่าวจะเกิดขึ้นเองโดยที่ไม่มีใครเจตนาให้เกิดขึ้นโดยตรง แต่อาศัย “มือที่มองไม่เห็น” (Invisible Hand) ทำหน้าที่อยู่เบื้องหลัง การแลกเปลี่ยนในระบบตลาดเป็นการกระทำโดยสมัครใจ (Voluntary) ไม่มีการใช้กำลังบังคับ (Coercion) ในระบบตลาดเราสามารถทำให้คนอื่นทำในสิ่งที่เราต้องการโดยไม่ต้องออกคำสั่ง แต่ใช้การแลกเปลี่ยนแทนคำสั่ง การตัดสินใจว่าจะแลกเปลี่ยนหรือไม่จะพิจารณาจากราคา กลไกราคาจะเป็นสัญญาณของการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ซื้อ-ผู้ขายปัจจัยการผลิต และผู้ซื้อ-ผู้ขายสินค้า
ระบบตลาดจะมีประสิทธิภาพ (Market Efficiency) ภายใต้เงื่อนไข 4 ประการ (Steven 1993: 57) คือ
1. สินค้าและบริการมีลักษณะเป็นสินค้าส่วนบุคคล (Private Goods) ไม่สามารถบริโภคร่วมกันได้พร้อมๆกัน การบริโภคสินค้าและบริการดังกล่าวทำให้ปริมาณที่จะเหลือให้ผู้อื่นบริโภคลด ลง
2. เส้นอุปสงค์ของผู้บริโภคจะต้องสะท้อนอรรถประโยชน์ทั้งหมดของการบริโภคสินค้านั้น
3. เส้นอุปทานของผู้ผลิตจะต้องสะท้อนต้นทุนทั้งหมดของการผลิตสินค้านั้น
4. มีการแข่งขันในตลาดทั้งฝั่งผู้ซื้อและผู้ขาย ไม่มีใครมีอำนาจเหนือตลาด
ถ้า ระบบตลาดบรรลุเงื่อนไขครบทั้งหมดนี้ การจัดสรรทรัพยากรจะมีประสิทธิภาพ เมื่อมีความต้องการสินค้าชนิดใดมาก เส้นอุปสงค์ของผู้บริโภคที่สะท้อนความตั้งใจจ่าย (Willingness to Pay) จะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาดุลยภาพเพิ่มสูงขึ้น ผู้ผลิตเล็งเห็นกำไรส่วนเกิน (Excess Profit) จึงโยกย้ายปัจจัยการผลิตไปผลิตสินค้าชนิดดังกล่าว เมื่อมีผู้ผลิตเข้ามาผลิตมากขึ้น ปริมาณสินค้าก็จะมากขึ้นทำให้ราคาสินค้าลดลง สุดท้ายก็จะไม่มีผู้ผลิตรายใดได้กำไรส่วนเกิน การเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตก็จะหยุดลง ดังนั้นราคาจึงเป็นกลไกอัตโนมัติที่ควบคุมมิให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างสูญ เปล่าเพื่อไปผลิตสินค้าและบริการที่ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด และคอยดูแลมิให้สินค้าและบริการบางประเภทขาดแคลน ไม่เพียงกับความต้องการของผู้บริโภค
การจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพที่สุดในทางเศรษฐศาสตร์หลักประสิทธิภาพ แบบพาเรโต (Pareto Efficient) หรืออุตมภาพแบบพาเรโต (Pareto Optimality) ซึ่งมีหลักว่า การจัดสรรทรัพยากรใดๆก็ตามจะเกิดประสิทธิภาพแบบพาเรโตก็ต่อเมื่อ “สังคมไม่สามารถจัดสรรทรัพยากรใหม่เพื่อเพื่อทำให้คนๆหนึ่งในสังคมมี สวัสดิการดีขึ้นโดยไม่ทำให้สวัสดิการของคนอื่นในสังคมลดลง” ดังนั้น ถ้าเมื่อใดที่เราสามารถจัดสรรทรัพยากรใหม่เพื่อให้คนๆหนึ่งในสังคมมี สวัสดิการดีขึ้นโดยไม่ทำให้สวัสดิการของคนอื่นในสังคมลดลง แสดงว่าการจัดสรรทรัพยากรในขณะนั้นไม่มีประสิทธิภาพ (Inefficient) และการเปลี่ยนแปลงการจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้สวัสดิการสังคมดีขึ้น จะก่อให้เกิดพัฒนาการแบบพาเรโต (Pareto Improvement) การวิเคราะห์ประสิทธิภาพตลาดแข่งขันทำได้จากแบบจำลองดุลยภาพทั่วไป (General Equilibrium) ที่รวมเอาประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนของผู้บริโภค (Exchange Efficiency) และประสิทธิภาพในการผลิต (Production Efficiency) เข้าด้วยกัน
นอกจากนั้น เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ยังอาศัยทฤษฎีเกมในการอธิบายพฤติกรรมการแลกเปลี่ยน ระหว่างมนุษย์ในสังคมที่มีผลประโยชน์แตกต่างกัน โดยจะเน้นศึกษาทั้งกลยุทธ์การต่อรอง (Bargaining Strategy) เพื่อวิเคราะห์ว่าสวัสดิการสังคมที่เพิ่มขึ้นจากการแลกเปลี่ยนนั้นจะตกอยู่ ในมือของใครมากกว่ากัน ภายใต้กฎกติกาและโครงสร้างแรงจูงใจ (Incentive Structure) ที่แตกต่างกัน มนุษย์ผู้ซึ่งแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนก็จะมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันตามไปด้วย ระบบตลาดซึ่งทำงานด้วยการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ จำเป็นต้องมีการตกลงกันว่าสินค้า A 1 หน่วย จะแลกกับสินค้า B ได้กี่หน่วย มูลค่าการแลกเปลี่ยนจึงเกิดจากการต่อรองกัน และระบบตลาดก็มีการต่อรองผลประโยชน์กันอยู่ทุกขณะ เช่น ลูกจ้างต่อรองค่าจ้างกับนายจ้าง ผู้ซื้อต่อรองราคากับผู้ขาย เกมของการแลกเปลี่ยนต่อรองมีทั้งเกมที่ผู้เล่นร่วมมือกัน (Cooperative Game) เกมแบบไม่ร่วมมือกัน (Non-Cooperative Game) เกมที่เล่นซ้ำ (Repeated Game) เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่จะเข้าใจการทำงานของระบบตลาด Lindblom เห็นว่าจะต้องมองระบบตลาดกว้างกว่ามุมมองแบบเศรษฐศาสตร์ โดยมองตลาดในฐานะสถาบันทางสังคมที่ทำหน้าที่ประสานสานมนุษย์ไว้ด้วยกัน (Lindblom 2001: 19-20) สิ่งที่ประสานมนุษย์ในสังคมมีหลายสถาบัน เช่น เชื้อชาติ ภาษา ศาสนา กฎหมาย ซึ่งในบรรดาเครื่องที่ใช้ประสานมนุษย์เข้าไว้ด้วยกันทั้งหมด ตลาดถือเป็นกลไกที่ให้อิสระในการตัดสินใจของมนุษย์มากที่สุด ไม่มีการใช้อำนาจบังคับ นอกจากนั้นการมองระบบตลาดจะต้องมองจากสภาพที่ “เป็นจริง” ของมัน เพราะตลาดในปัจจุบันห่างไกลจากตลาดในทฤษฎีขอกลุ่มเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกมาก โลกปัจจุบันรัฐบาลเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ ผลิตบริการสาธารณะจำนวนมาก เก็บภาษีสินค้า ออกกฎหมายกำกับควบคุมการผลิต ห้ามการค้าขายสินค้าที่ผิดจริยธรรม อุดหนุนราคาสินค้าเกษตร กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ ประกันสวัสดิการสังคม ฯลฯ ซึ่งเราไม่สามารถจะปฏิเสธการเข้ามามีส่วนร่วมในระบบตลาดของรัฐได้ (Lindblom 2001: 8) หลายบทบาทก็ไม่เกิดประโยชน์และสูญเปล่า แต่หลายบทบาทของรัฐช่วยสนับสนุนระบบตลาด ตลาดที่มีประสิทธิภาพจึงมิได้หมายความว่ารัฐจะต้องมีบทบาทให้น้อยที่สุดเสมอ ไป
ความล้มเหลวของระบบตลาด
ระบบตลาดอาจทำงานล้มเหลว (Market Failure) ได้ในหลายรูปแบบ ส่งผลให้ผลลัพธ์การดำเนินงานของตลาดไม่มีประสิทธิภาพ หรือไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของสาธารณะได้อย่างเพียงพอ ตามความเข้าใจของนักเศรษฐศาสตร์โดยทั่วไปแล้ว ตลาดจะล้มเหลวเมื่อตลาดที่ “เป็นจริง” มีลักษณะหรือเงื่อนไม่สอดคล้องกับตลาดใน “อุดมคติ” ที่มีการแข่งขันอย่างเต็มที่ นอกจากตลาดจะล้มเหลวด้วยเหตุผลด้านประสิทธิภาพแล้วยังมีเหตุผลด้าน “ความเท่าเทียม” หรือ “ความยุติธรรม” อีกด้วย ประเด็นเรื่องความล้มเหลวของตลาดจึงนำไปสู่วิวาทะของนักเศรษฐศาสตร์เรื่อง การเข้ามาแทรกแซงโดยรัฐ บางกลุ่มเชื่อว่าตลาดส่วนใหญ่ในโลกล้มเหลวอยู่บ่อยครั้ง และทันทีที่เกิดความล้มเหลวรัฐบาลควรจะเข้ามาแทรกแซงทันที ขณะที่บางกลุ่มมีความเคลือบแคลงระแวงสงสัยกับการเข้ามาแทรกแซงโดยรัฐที่อาจ จะทำให้ปัญหาแย่ลงกว่าเดิม (Steven 1993: 59) นอกจากนั้นยังมีกลุ่มนักเคลื่อนไหวต่อต้านทุนนิยมที่เห็นว่าควรยกเลิกระบบ ตลาดไปเลยแล้วแทนที่ด้วยระบบอื่น เพราะเมื่อใดที่ใช้ระบบตลาดก็จะมีปัญหาเช่นนี้เสมอไป ไม่มีทางแก้ไข
ลักษณะของตลาดที่ล้มเหลว มีหลายประการ อาทิ ผลิตสินค้าสาธารณะออกมาน้อยเกินไป (Undersupplied Public Goods), กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีต้นทุนต่อสังคม (Social Cost), มีการเอารัดเอาเปรียบเนื่องจากข้อมูลข่าวสารไม่สมมาตร (Asymmetric Information), การแข่งขันที่ไม่สมบูรณ์ทำให้บรรษัทรายใหญ่ผูกขาดและมีอำนาจในการตั้งราคา (Market Power), ปัญหาความเชื่องช้าในการปรับตัวของตลาด (Time Lags), ปัญหาต้นทุนธุรกรรมสูง (High Transaction Cost), ความไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค (Instability), และปัญหาการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกัน (Inequality) (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน Steven 1993: Ch 3 และ Mitchell and Simmons 1994: Ch 1)
นอกจากนั้นรัฐบาล โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา อาจเข้าแทรกแซงระบบตลาดได้แม้ไม่มีความล้มเหลวเพื่อเร่งรัดการพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะหากปล่อยให้ระบบตลาดทำงานอย่างอิสระ การสะสมทุนและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอาจจะเพิ่มขึ้นอย่างเชื่องช้า การแทรกแซงอาจทำได้โดย นโยบายอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า (Import Substitution) โดยรัฐกีดกันการนำเข้าสินค้านำเข้าที่จะเข้ามาแข่งขันกับอุตสาหกรรมเกิดใหม่ (Infant Industry) ภายในประเทศ เช่น การเก็บภาษีนำเข้า การกีดกันด้วยโควต้า หรือการออกกฎหมายคุ้มครอง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสามารถพัฒนาตนเองเพื่อแข่งกับผู้ผลิตต่างประเทศได้ หรือรัฐอาจใช้อีกทางเลือกหนึ่งคือนโยบายส่งเสริมการส่งออก (Export Promotion) โดยรัฐอุดหนุนผู้ผลิตสินค้าเพื่อส่งออก เช่น การให้เงินอุดหนุน การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การให้อภิสิทธิ์บางประการ เป็นต้น
นับเป็นการสิ้นสุดยุคทอง (Golden Age) ของทุนนิยมรูปแบบตลาดเสรีที่ดำเนินมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 อย่างแท้จริง เมื่อมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐอเมริกาถึงคราวต้องเผชิญกับวิกฤตสถาบัน การเงินที่เกิดขึ้นในปลายปี ค.ศ.2008 อันมีสาเหตุสำคัญมาจากการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์จนนำไปสู่สภาวะหนี้ เสียจำนวนมากเพราะปล่อยกู้ให้กับผู้มีรายได้น้อยและมีความน่าเชื่อถือต่ำ (Sub-prime Mortgage Loan) จนสถาบันการเงินขนาดใหญ่ต้องล้มละลาย ทำให้แทบทุกประเทศทั่วโลกที่มีตลาดสินค้า และตลาดการเงินเชื่อมโยงถึงกัน (Interconnectedness) ต้องเผชิญกับสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจึงได้เห็นภาพของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ประกาศมาโดยตลอดว่าดำเนินนโยบาย เสรีนิยมทางเศรษฐกิจ ต้องกลืนน้ำลายตัวเองด้วยการเข้าไปซื้อหนี้เสียของธนาคารและสถาบันการเงิน กว่า 7 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยพยุงสภาพเศรษฐกิจและการจ้างงานมิให้ตกต่ำรุนแรง ซึ่งคาดการณ์กันว่าจะเศรษฐกิจจะตกต่ำยื้ดเยื้อยาวนานกว่า 2 – 3 ปีกว่าจะฟื้นตัว หรืออาจจะยาวนานกว่านั้นก็เป็นได้
ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นเรื่อยๆในช่วง ค.ศ.1990 – 2008 มีคำอธิบายที่แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่น วิกฤตการเงินในเอเชียตะวันออก ค.ศ.1997 บทความของ Jayasuriya and Rosser กล่าวว่ามีคำอธิบายหลักๆอยู่ 3 ประการคือ ความล้มเหลวของรัฐบาลและระบบทุนนิยมพวกพ้อง (The Government Failure/Crony Capitalism Thesis) ทำให้การบริหารงานไม่โปร่งใส ขาดธรรมาภิบาลและมีผลประโยชน์ทับซ้อน, การดำเนินนโยบายมหภาคที่ผิดพลาดของรัฐบาล (The Macroeconomic Mismanagement Thesis) เช่น การขาดการกำกับดูแลสถาบันการเงิน การใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ควบคู่ไปกับการเปิดเสรีให้เงินทุนไหลเข้า ออกอย่างเสรี, และการเปิดเสรีทางการเงินโดยที่ยังไม่มีความพร้อม (The Premature Financial Liberalization Thesis) อันเป็นผลมาจากฉันทมติวอชิงตัน (Washington Consensus) ที่เร่งรัดให้ประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) เปิดเสรีทางการเงินโดยไม่ตระเตรียมปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจให้พร้อม (Jayasuriya and Rosser 2001: 384-386)
นอกจากคำอธิบายวิกฤตเศรษฐกิจตามแนวทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลักแล้ว ยังมีข้อโจมตีจากหลายแหล่ง ที่มุ่งโจมตี “ระบบตลาด” โดยตรงว่าเป็นต้นตอที่แท้จริงของปัญหา เช่น กลุ่มสื่อสารมวลชน คอลัมนิสต์ องค์กรเพื่อการพัฒนาเอกชน (NGO) ขบวนการเคลื่อนไหวอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Environmentalism) กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อความเป็นธรรมของโลก (Global Justice) ปัญญาชนสาธารณะ กลุ่มสังคมนิยม (Socialism) กลุ่มต่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกัน (Anti-Americanism) ที่ต่างรวมตัวกันอย่างแข็งขันในช่วงทศวรรษ 1990 โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ คัดค้านตลาดเสรีและระบบทุนนิยม การเคลื่อนไหวประสบความสำเร็จถึงจุดสูงสุดเมื่อพวกเขาสามารถขัดขวางมิให้มี การประชุม WTO ที่เมือง Seattle ในปี ค.ศ.1999 การเคลื่อนไหวของคนเหล่านี้ David Henderson อดีตหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจและสถิติของ OECD เรียกชื่อโดยรวมๆว่าเป็น “New Millennium Collectivism” ในหนังสือของเขาชื่อ “Anti-Liberalism 2000” (Henderson 2000)
บทความนี้มิได้มุ่งอธิบายปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาในรายละเอียดโดย ตรง แต่เป็นการวิเคราะห์ว่าวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ส่งผลต่อทัศนคติเรื่องระบบตลาด อย่างไร และจะต้องเผชิญกับข้อวิจารณ์คัดค้านอย่างไร และในอนาคตระบบตลาดเสรีจะเสื่อมความนิยมลงไปหรือไม่ เหมือนดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในทศวรรษ 1930 – 1970 ในส่วนแรกจะเป็นการอธิบายเชิงเศรษฐศาสตร์ว่าระบบตลาดคืออะไร อะไรคือความล้มเหลวของระบบตลาด ส่วนที่สองคือการนำเสนอวิวัฒนาการของระบบตลาดเสรีในอังกฤษและสหรัฐช่วง ค.ศ.1930 – 2000 และการต่อสู้กันทางความคิดระหว่างนักเศรษฐศาสตร์ 3 คนคือ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) ฟรีดริช ฮาเยก (Friedrich A. Hayek) และมิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman) ในประเด็นเรื่องระบบตลาดและบทบาทของรัฐ ส่วนที่สามคือการวิเคราะห์ผลกระทบของวิกฤตการเงินสหรัฐต่อบทบาทของรัฐในระบบ ตลาด ส่วนสุดท้ายคือการวิเคราะห์ทิศทางของตลาดเสรีแบบอเมริกันที่ต้องเผชิญกับแรง เสียดทาน ต่อต้านคัดค้าน และการสูญเสียความน่าเชื่อถือ (Discredit) รวมทั้งต้องเผชิญกับการท้าทายอำนาจของระบบตลาดแบบสั่งการของจีน (Command Capitalism) ที่ยังสามารถรักษาตัวเองและบอบช้ำจากวิกฤตครั้งนี้ค่อนข้างน้อย
ระบบตลาดคืออะไร?
ในหนังสือ The Market System ของ Charles E. Lindblom ศาสตราจารย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเยล กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “เป็นไปได้ที่คนๆหนึ่งจะใช้เวลาศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์นานหลายปี โดยที่ไม่เข้าใจเลยว่าระบบตลาดคืออะไร” (Lindblom 2001: 2) นักศึกษาเศรษฐศาสตร์มักจะได้รับการสอนแบบแยกส่วนตามแขนงวิชา และไม่เข้าใจถึงโครงสร้างองค์รวมทั้งหมดของระบบตลาด เสมือนการเรียนเฉพาะต้นไม้ทีละต้น แต่มองไม่เห็นป่าทั้งหมด กล่าวอย่างกระชับแล้วระบบตลาดหมายถึง การประสานร่วมมือกันของกิจกรรมทางเศรษฐกิจผ่านผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยไม่ใช้การวางแผนจากรัฐบาลว่าจะผลิตอะไร จำนวนเท่าใด จะผลิตอย่างไร จ้างคนงานเท่าไร ซึ่ง Lindblom เรียกว่า “Coordination without a Coordinator” (Lindblom 2001: 23)
พลังที่ขับเคลื่อนระบบตลาดคือพลังของความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน (Self-interest) ตามความคิดของ อดัม สมิธ (Adam Smith) ในหนังสือ The Wealth of Nations เมื่อมีการแข่งขันในตลาด ผลประโยชน์ส่วนตนจะถูกแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นผลประโยชน์ต่อสังคมได้ กระบวนการดังกล่าวจะเกิดขึ้นเองโดยที่ไม่มีใครเจตนาให้เกิดขึ้นโดยตรง แต่อาศัย “มือที่มองไม่เห็น” (Invisible Hand) ทำหน้าที่อยู่เบื้องหลัง การแลกเปลี่ยนในระบบตลาดเป็นการกระทำโดยสมัครใจ (Voluntary) ไม่มีการใช้กำลังบังคับ (Coercion) ในระบบตลาดเราสามารถทำให้คนอื่นทำในสิ่งที่เราต้องการโดยไม่ต้องออกคำสั่ง แต่ใช้การแลกเปลี่ยนแทนคำสั่ง การตัดสินใจว่าจะแลกเปลี่ยนหรือไม่จะพิจารณาจากราคา กลไกราคาจะเป็นสัญญาณของการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ซื้อ-ผู้ขายปัจจัยการผลิต และผู้ซื้อ-ผู้ขายสินค้า
ระบบตลาดจะมีประสิทธิภาพ (Market Efficiency) ภายใต้เงื่อนไข 4 ประการ (Steven 1993: 57) คือ
1. สินค้าและบริการมีลักษณะเป็นสินค้าส่วนบุคคล (Private Goods) ไม่สามารถบริโภคร่วมกันได้พร้อมๆกัน การบริโภคสินค้าและบริการดังกล่าวทำให้ปริมาณที่จะเหลือให้ผู้อื่นบริโภคลด ลง
2. เส้นอุปสงค์ของผู้บริโภคจะต้องสะท้อนอรรถประโยชน์ทั้งหมดของการบริโภคสินค้านั้น
3. เส้นอุปทานของผู้ผลิตจะต้องสะท้อนต้นทุนทั้งหมดของการผลิตสินค้านั้น
4. มีการแข่งขันในตลาดทั้งฝั่งผู้ซื้อและผู้ขาย ไม่มีใครมีอำนาจเหนือตลาด
ถ้า ระบบตลาดบรรลุเงื่อนไขครบทั้งหมดนี้ การจัดสรรทรัพยากรจะมีประสิทธิภาพ เมื่อมีความต้องการสินค้าชนิดใดมาก เส้นอุปสงค์ของผู้บริโภคที่สะท้อนความตั้งใจจ่าย (Willingness to Pay) จะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาดุลยภาพเพิ่มสูงขึ้น ผู้ผลิตเล็งเห็นกำไรส่วนเกิน (Excess Profit) จึงโยกย้ายปัจจัยการผลิตไปผลิตสินค้าชนิดดังกล่าว เมื่อมีผู้ผลิตเข้ามาผลิตมากขึ้น ปริมาณสินค้าก็จะมากขึ้นทำให้ราคาสินค้าลดลง สุดท้ายก็จะไม่มีผู้ผลิตรายใดได้กำไรส่วนเกิน การเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตก็จะหยุดลง ดังนั้นราคาจึงเป็นกลไกอัตโนมัติที่ควบคุมมิให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างสูญ เปล่าเพื่อไปผลิตสินค้าและบริการที่ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด และคอยดูแลมิให้สินค้าและบริการบางประเภทขาดแคลน ไม่เพียงกับความต้องการของผู้บริโภค
การจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพที่สุดในทางเศรษฐศาสตร์หลักประสิทธิภาพ แบบพาเรโต (Pareto Efficient) หรืออุตมภาพแบบพาเรโต (Pareto Optimality) ซึ่งมีหลักว่า การจัดสรรทรัพยากรใดๆก็ตามจะเกิดประสิทธิภาพแบบพาเรโตก็ต่อเมื่อ “สังคมไม่สามารถจัดสรรทรัพยากรใหม่เพื่อเพื่อทำให้คนๆหนึ่งในสังคมมี สวัสดิการดีขึ้นโดยไม่ทำให้สวัสดิการของคนอื่นในสังคมลดลง” ดังนั้น ถ้าเมื่อใดที่เราสามารถจัดสรรทรัพยากรใหม่เพื่อให้คนๆหนึ่งในสังคมมี สวัสดิการดีขึ้นโดยไม่ทำให้สวัสดิการของคนอื่นในสังคมลดลง แสดงว่าการจัดสรรทรัพยากรในขณะนั้นไม่มีประสิทธิภาพ (Inefficient) และการเปลี่ยนแปลงการจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้สวัสดิการสังคมดีขึ้น จะก่อให้เกิดพัฒนาการแบบพาเรโต (Pareto Improvement) การวิเคราะห์ประสิทธิภาพตลาดแข่งขันทำได้จากแบบจำลองดุลยภาพทั่วไป (General Equilibrium) ที่รวมเอาประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนของผู้บริโภค (Exchange Efficiency) และประสิทธิภาพในการผลิต (Production Efficiency) เข้าด้วยกัน
นอกจากนั้น เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ยังอาศัยทฤษฎีเกมในการอธิบายพฤติกรรมการแลกเปลี่ยน ระหว่างมนุษย์ในสังคมที่มีผลประโยชน์แตกต่างกัน โดยจะเน้นศึกษาทั้งกลยุทธ์การต่อรอง (Bargaining Strategy) เพื่อวิเคราะห์ว่าสวัสดิการสังคมที่เพิ่มขึ้นจากการแลกเปลี่ยนนั้นจะตกอยู่ ในมือของใครมากกว่ากัน ภายใต้กฎกติกาและโครงสร้างแรงจูงใจ (Incentive Structure) ที่แตกต่างกัน มนุษย์ผู้ซึ่งแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนก็จะมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันตามไปด้วย ระบบตลาดซึ่งทำงานด้วยการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ จำเป็นต้องมีการตกลงกันว่าสินค้า A 1 หน่วย จะแลกกับสินค้า B ได้กี่หน่วย มูลค่าการแลกเปลี่ยนจึงเกิดจากการต่อรองกัน และระบบตลาดก็มีการต่อรองผลประโยชน์กันอยู่ทุกขณะ เช่น ลูกจ้างต่อรองค่าจ้างกับนายจ้าง ผู้ซื้อต่อรองราคากับผู้ขาย เกมของการแลกเปลี่ยนต่อรองมีทั้งเกมที่ผู้เล่นร่วมมือกัน (Cooperative Game) เกมแบบไม่ร่วมมือกัน (Non-Cooperative Game) เกมที่เล่นซ้ำ (Repeated Game) เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่จะเข้าใจการทำงานของระบบตลาด Lindblom เห็นว่าจะต้องมองระบบตลาดกว้างกว่ามุมมองแบบเศรษฐศาสตร์ โดยมองตลาดในฐานะสถาบันทางสังคมที่ทำหน้าที่ประสานสานมนุษย์ไว้ด้วยกัน (Lindblom 2001: 19-20) สิ่งที่ประสานมนุษย์ในสังคมมีหลายสถาบัน เช่น เชื้อชาติ ภาษา ศาสนา กฎหมาย ซึ่งในบรรดาเครื่องที่ใช้ประสานมนุษย์เข้าไว้ด้วยกันทั้งหมด ตลาดถือเป็นกลไกที่ให้อิสระในการตัดสินใจของมนุษย์มากที่สุด ไม่มีการใช้อำนาจบังคับ นอกจากนั้นการมองระบบตลาดจะต้องมองจากสภาพที่ “เป็นจริง” ของมัน เพราะตลาดในปัจจุบันห่างไกลจากตลาดในทฤษฎีขอกลุ่มเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกมาก โลกปัจจุบันรัฐบาลเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ ผลิตบริการสาธารณะจำนวนมาก เก็บภาษีสินค้า ออกกฎหมายกำกับควบคุมการผลิต ห้ามการค้าขายสินค้าที่ผิดจริยธรรม อุดหนุนราคาสินค้าเกษตร กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ ประกันสวัสดิการสังคม ฯลฯ ซึ่งเราไม่สามารถจะปฏิเสธการเข้ามามีส่วนร่วมในระบบตลาดของรัฐได้ (Lindblom 2001: 8) หลายบทบาทก็ไม่เกิดประโยชน์และสูญเปล่า แต่หลายบทบาทของรัฐช่วยสนับสนุนระบบตลาด ตลาดที่มีประสิทธิภาพจึงมิได้หมายความว่ารัฐจะต้องมีบทบาทให้น้อยที่สุดเสมอ ไป
ความล้มเหลวของระบบตลาด
ระบบตลาดอาจทำงานล้มเหลว (Market Failure) ได้ในหลายรูปแบบ ส่งผลให้ผลลัพธ์การดำเนินงานของตลาดไม่มีประสิทธิภาพ หรือไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของสาธารณะได้อย่างเพียงพอ ตามความเข้าใจของนักเศรษฐศาสตร์โดยทั่วไปแล้ว ตลาดจะล้มเหลวเมื่อตลาดที่ “เป็นจริง” มีลักษณะหรือเงื่อนไม่สอดคล้องกับตลาดใน “อุดมคติ” ที่มีการแข่งขันอย่างเต็มที่ นอกจากตลาดจะล้มเหลวด้วยเหตุผลด้านประสิทธิภาพแล้วยังมีเหตุผลด้าน “ความเท่าเทียม” หรือ “ความยุติธรรม” อีกด้วย ประเด็นเรื่องความล้มเหลวของตลาดจึงนำไปสู่วิวาทะของนักเศรษฐศาสตร์เรื่อง การเข้ามาแทรกแซงโดยรัฐ บางกลุ่มเชื่อว่าตลาดส่วนใหญ่ในโลกล้มเหลวอยู่บ่อยครั้ง และทันทีที่เกิดความล้มเหลวรัฐบาลควรจะเข้ามาแทรกแซงทันที ขณะที่บางกลุ่มมีความเคลือบแคลงระแวงสงสัยกับการเข้ามาแทรกแซงโดยรัฐที่อาจ จะทำให้ปัญหาแย่ลงกว่าเดิม (Steven 1993: 59) นอกจากนั้นยังมีกลุ่มนักเคลื่อนไหวต่อต้านทุนนิยมที่เห็นว่าควรยกเลิกระบบ ตลาดไปเลยแล้วแทนที่ด้วยระบบอื่น เพราะเมื่อใดที่ใช้ระบบตลาดก็จะมีปัญหาเช่นนี้เสมอไป ไม่มีทางแก้ไข
ลักษณะของตลาดที่ล้มเหลว มีหลายประการ อาทิ ผลิตสินค้าสาธารณะออกมาน้อยเกินไป (Undersupplied Public Goods), กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีต้นทุนต่อสังคม (Social Cost), มีการเอารัดเอาเปรียบเนื่องจากข้อมูลข่าวสารไม่สมมาตร (Asymmetric Information), การแข่งขันที่ไม่สมบูรณ์ทำให้บรรษัทรายใหญ่ผูกขาดและมีอำนาจในการตั้งราคา (Market Power), ปัญหาความเชื่องช้าในการปรับตัวของตลาด (Time Lags), ปัญหาต้นทุนธุรกรรมสูง (High Transaction Cost), ความไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค (Instability), และปัญหาการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกัน (Inequality) (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน Steven 1993: Ch 3 และ Mitchell and Simmons 1994: Ch 1)
นอกจากนั้นรัฐบาล โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา อาจเข้าแทรกแซงระบบตลาดได้แม้ไม่มีความล้มเหลวเพื่อเร่งรัดการพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะหากปล่อยให้ระบบตลาดทำงานอย่างอิสระ การสะสมทุนและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอาจจะเพิ่มขึ้นอย่างเชื่องช้า การแทรกแซงอาจทำได้โดย นโยบายอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า (Import Substitution) โดยรัฐกีดกันการนำเข้าสินค้านำเข้าที่จะเข้ามาแข่งขันกับอุตสาหกรรมเกิดใหม่ (Infant Industry) ภายในประเทศ เช่น การเก็บภาษีนำเข้า การกีดกันด้วยโควต้า หรือการออกกฎหมายคุ้มครอง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสามารถพัฒนาตนเองเพื่อแข่งกับผู้ผลิตต่างประเทศได้ หรือรัฐอาจใช้อีกทางเลือกหนึ่งคือนโยบายส่งเสริมการส่งออก (Export Promotion) โดยรัฐอุดหนุนผู้ผลิตสินค้าเพื่อส่งออก เช่น การให้เงินอุดหนุน การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การให้อภิสิทธิ์บางประการ เป็นต้น
At the beginning
The Economidst เป็นเว็บบล็อกที่สร้างขึ้นมาเพื่อเผยแพร่งานเขียนของผม เกี่ยวกับด้านเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์การเมือง การเมือง มีทั้งบทความที่ผมเขียนขึ้นมาใหม่ บทความปริทัศน์ และบทความแปล ผสมผสานกันไป ทั้งนี้เพื่อต้องการเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ในการนำเสนอความรู้ ความคิดเห็น ทัศนคติที่มีต่อสังคมไทยและสังคมโลกในปัจจุบัน
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
